web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 880
Latest: Levitra5a
New This Month: 0
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1633
Total Topics: 950
Most Online Today: 19
Most Online Ever: 111
(05 มีนาคม 2017 เวลา 22:56:02 )
Users Online
Members: 0
Guests: 3
Total: 3

ผู้เขียน หัวข้อ: คืนนั้น...ของฉันและเธอ บทที่ 4  (อ่าน 559 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ อาพัทธ์ อันธการ

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 74
คืนนั้น...ของฉันและเธอ บทที่ 4
« เมื่อ: 26 ธันวาคม 2013 เวลา 23:35:54 »
บทที่ 4

จิณณพัตอึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามของเด็กสาวตรงหน้า เธอนึกว่าอีกฝ่ายจะสงสัยเรื่องงาน ไม่คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องนี้ไปได้

"พี่แต่งงานแล้วจ๊ะ" หล่อนตอบยิ้มๆ

รอยยิ้มที่เคยสดใสเลือนหายไปจากหน้ารูปไข่เมื่อได้ฟังคำตอบ

"ค่ะ" น้ำเสียงราบเรียบตอบกลับมา

เด็กน้อยไม่ได้พูดอะไรอีก เธอจึงหันไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อน แล้วส่งไปให้ดวงฤทัย เป็นการบอกว่าเริ่มทำงานได้แล้ว



หญิงสาวรู้สึกปวดในใจแปลกๆ เมื่อได้ฟังคำตอบที่ไม่คาดคิด จริงๆ แล้วเธอควรจะรู้โดยไม่ต้องถามถ้ามองที่นิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่าย ใช่ แต่หล่อนไม่ได้มอง เพราะในสายตามีแต่ใบหน้านวลรูปหัวใจเท่านั้น

เพียงแค่เห็นหน้าหัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ รู้สึกเหมือนโดนดูดเข้าหาอีกฝ่ายโดยไม่สามารถต้านทานได้ มันคือรักแรกพบ หล่อนรู้

แต่งงานแล้วงั้นเหรอ แต่งได้ก็เลิกได้ ฝนมั่นใจว่าตัวเองมีดีพอที่จะมัดใจคนอายุมากกว่า และสามารถดูแลคนตรงหน้าได้ไม่แพ้ใคร แต่ตอนนี้เธอคงต้องเก็บซ่อนความรู้สึกและความคิดทุกอย่างไว้ไม่ให้อีกฝ่ายระแคะระคายหรือรู้ตัว



'เฮ้อ' คนตัวสูงถอนหายใจขณะออกจากลิฟท์ กว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยได้ก็มืดค่ำ เธอรักงานของเธอ แต่บางครั้งมันก็เหนื่อยหน่ายใจที่หล่อนต้องเป็นคนแก้ไขปัญหาทุกอย่าง

หน้าห้องของกิตติญามีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ ข้างๆ ตัวมีกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดเล็ก หล่อนถอนหายใจอีกครั้ง

"กวาง" เสียงนิ่งเรียกเบาๆ

เสียงร้องไห้หยุดลง ตาน้ำตาลโศกที่มีหยาดน้ำใสคลอเบ้าเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วกอดเธอเสียแน่น

"เข้าไปข้างในก่อนนะ" หญิงสาวพูด รอจนคนตัวเล็กเดินลากกระเป๋าเข้าไปแล้วจึงปิดประตูตาม

"น้ำไหม" อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ อย่างไม่กระตือรือล้น

เธอรินน้ำเปล่าเย็นๆ ลงในแก้วใส แล้ววางตรงหน้า กัลยายกจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนวางลงตามเดิม คนตัวสูงมองอีกฝ่ายพลางชั่งใจว่าจะเริ่มยังไงดี สาวนัยน์ตาเศร้าก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

"กวางน่าจะเชื่อหญิง" คนผมน้ำตาลยาวประบ่าพูดเสียงสั่นเล็กน้อย

กิตติญาไม่ได้พูดอะไรออกไป ณ วินาทีนี้คงไม่มีความจำเป็น ปล่อยให้เพื่อนระบายความในใจออกมา และเธอเป็นผู้ฟังที่ดีคงเหมาะกว่า

"หวานทิ้งกวางไปมีคนอื่น" น้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนมือเล็ก

"หญิงรู้ไหม หวานพูดว่ายังไง" หญิงสาวรู้ว่าเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ หล่อนเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย

"หวานบอกว่าไม่รักกวางแล้ว ถ้ากวางอยากไปก็ไป" เสียงสะอึกดังขึ้น

"ทำไมอ่ะหญิง กวางทุ่มเททุกอย่างให้หวานจนหมด ทำไมหวานถึงทำกับกวางแบบนี้" ไหล่แคบเริ่มสั่นตามแรงสะอื้น

หญิงลุกไปนั่งข้างๆ ดึงอีกฝ่ายมากอดปลอบ ไม่อยากเห็นเพื่อนร้องไห้ หล่อนเห็นใจ สงสาร แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตัวเธอปลอบใครไม่เป็น พลางสงสัยว่าทำไมคนเราถึงได้ทำร้ายกันแบบนี้ ตัวเธอเองไม่ชอบที่จะทำร้ายใคร ที่ผ่านมาจึงบอกผู้หญิงทุกคนอย่างชัดเจนว่าเป็นได้แค่ไหน

"กวาง ร้องให้พอนะ ร้องวันนี้เป็นวันสุดท้าย แล้วพรุ่งนี้ก็อย่าร้องอีกเลย อย่าร้องให้กับคนที่ทำร้ายเรา"

"กวาง...ทำไม่ได้หรอกหญิง" เสียงแตกพร่าตอบเบาๆ

"สักวันกวางจะทำได้ เชื่อหญิง" เธอพูดออกไป นึกถึงตัวเองก่อนหน้านี้

ในห้วงความคิดใบหน้าของคนที่รักในวันที่เปิดใจให้กันและกันช่างชัดเจน นึกถึงน้ำตาของอีกฝ่ายที่ไหลเพราะเธอ นึกถึงคำพูดที่บอกว่ารัก

หล่อนรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่ไหล่ข้างซ้าย กัลยาร้องไห้เสมอทุกครั้งที่ได้เจอกัน ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้งแรกที่เจอ คนหน้านิ่งจำได้ว่ามันเป็นวันจันทร์ที่ร้อนอบอ้าว เธอเพิ่งเล่นกีฬาเสร็จกำลังจะเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างหน้าให้ชื่นใจ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องไห้แผ่วเบาข้างหลัง มีเพียงประตูบานเดียวที่ปิดอยู่

ประตูไม้บางๆ ไม่ได้ล็อค คนตัวสูงจึงดันเข้าไป เห็นคนตัวเล็กนั่งคู้ตัวร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง หล่อนไม่ถามแต่ยื่นผ้าเช็ดหน้าที่มักพกไว้แต่ไม่เคยใช้ให้ อีกฝ่ายมองแวบเดียวก่อนรับไปอย่างงงๆ หลังจากนั้นจึงได้รู้ว่ากวางมักจะโดนเพื่อนๆ ในห้องแกล้งจนร้องไห้ ไม่ล้อชื่อพ่อแม่ ก็ล้อเลียนที่ตัวเล็กและหน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น

กิตติญาไม่รู้ว่าจะเรียกกัลยาว่าเพื่อนสนิทได้ไหม เพราะแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำนอกจากเรื่องราวที่ทำให้คนผมสั้นหลั่งน้ำตา



จิณณพัตเดินเข้าบ้านพลางคิดถึงเรื่องในวันนี้ หล่อนรู้สึกถึงการถูกจ้องมองอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าเป็นใคร เธอรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก

กลิ่นอาหารหอมโชยมาถึงหน้าประตู ท้องส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที หล่อนวางกระเป๋าถือในที่วางประจำ ก่อนจะเดินไปยังห้องครัวที่อยู่หลังบ้าน

นนทพันธ์ดูน่ารักเมื่อทำอาหาร เขาเห็นหล่อนและยิ้มให้ เป็นยิ้มที่อบอุ่นเหมือนเคย เธอยิ้มตอบเล็กน้อย เดินไปหยิบจานเพื่อรอใส่กับข้าวที่เกือบจะเสร็จ

"เหนื่อยไหมจ๊ะ" เขาถามขณะปาดเหงื่อของตัวเอง

"นิดหน่อยค่ะ" เธอตอบ

เขาถามเธอทั้งๆ ที่เขาน่าจะเหนื่อยกว่าเสียด้วยซ้ำ ทำงานมาหนักๆ แทนที่จะพักกลับมาทำอาหารเพื่อรอหล่อนกลับมา ใช่ จิณณพัตรู้เหมือนที่เคยรู้ว่าตัวเองช่างโชคดีที่ได้แต่งงานกับคนดีๆ และรักหล่อนมากขนาดนี้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดรักกิตติญาได้เช่นกัน

"นั่งเถอะค่ะ เดี๋ยวพิมตักข้าวให้เอง" หญิงสาวบอก อยากให้สามีได้พักบ้าง

"จ๊ะ" เขายิ้มรับ จิณณพัตรู้สึกเหมือนว่าเขาแปลกไปกว่าทุกวัน

หล่อนทานข้าวเงียบๆ ตักกับข้าวให้อีกฝ่ายเป็นระยะด้วยความเคยชิน วันนี้นนทพันธ์แปลกไปจริงๆ ปกติแล้วเขามักจะดูอารมณ์ดี และมีเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานมากมายมาเล่า บางครั้งก็ขอคำปรึกษา แต่วันนี้คนตรงหน้าเงียบกริบจนเธอรู้สึกอึดอัด

"คุณเป็นอะไรรึเปล่า" ในที่สุดก็ต้องเอ่ยปากถาม

"ผมแค่...เอ่อ" เขาอึกอัก ดูลังเลที่จะพูด

"พูดมาเถอะค่ะ" หล่อนอนุญาต

ภาควางช้อนส้อมลง ใบหน้าหล่อเหลาและเกลี้ยงเกลาดูเครียดขึ้นมาเล็กน้อย ตามองต่ำเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่

"ผมแค่สงสัย" นนทพันธ์เกริ่น

"เรื่องอะไรคะ" คนหน้ารูปหัวใจถาม มีความกลัวแปลกๆ ผุดขึ้นมาในอก

"ช่างมันเถอะ ผมขอโทษ" เขาตัดสินใจไม่พูด

"พูดเถอะค่ะ เราแต่งงานกันแล้ว มีอะไรก็ต้องพูดกัน" เธอพูดอย่างใจเย็น

"คุณยังรักผมอยู่ไหม" ตาสีน้ำตาลเข้มมีแววเจ็บปวดและเว้าวอน

หล่อนนิ่ง รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย พลางคิดทบทวนตัวเอง ที่เขาถามเพราะเธอทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้รักอย่างนั้นเหรอ อาจใช่ หญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเช่นกันตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา

"รักค่ะ" จิณณพัตตอบความจริงออกไปแม้ไม่ใช่ทั้งหมด

"ผมขอโทษที่ถามแบบนี้" เขาเอ่ยด้วยความจริงใจ

"ไม่หรอกค่ะ พิมต่างหากที่ต้องขอโทษภาค" หล่อนตอบ

"เรื่องอะไรครับ" คนหน้าคมเข้มขมวดคิ้วอย่างสงสัย นัยน์ตามีแววใคร่รู้

"เรื่อง..." เธอลังเล ใจอยากสารภาพออกไปแต่ก็ไม่กล้าพอ

"เรื่องที่ทำให้ภาครู้สึกไม่ดีน่ะ" หล่อนได้แต่พูดขอโทษอยู่ในใจ

"อือ ไม่หรอกครับ" เขายิ้มอ่อนโยน

"เสาร์อาทิตย์นี้ไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่คุณที่เพชรบุรีกันไหม ไม่ได้ไปเยี่ยมท่านนานแล้ว เดี๋ยวท่านจะหาว่าผมกักตัวภรรยาไว้คนเดียว" น้ำเสียงทุ้มพูดติดขำ

"ก็ดีค่ะ พิมเองก็คิดๆ อยู่เหมือนกัน" ใช่เธอคิดอย่างที่พูดจริงๆ แต่คนละความหมายกับสามี

"จ๊ะ ทานข้าวต่อเถอะ พิมทานไปนิดเดียวเอง ผอมกว่านี้เดี๋ยวผมไม่รักนะ" หล่อนยิ้มเล็กน้อย



"ฮัลโหล" กิตติญารับโทรศัพท์น้ำเสียงง่วงนอน

"ยังไม่ตื่นอีก จะเจ็ดโมงแล้วนะหญิง" คนปลายสายท้วง

"อือ วันนี้เข้างานสายได้น่ะ" หล่อนตอบโดยที่ตาไม่ลืม

"ค่ะ ท่านผู้บริหาร นี่เดี๋ยวพิมจะกลับบ้านที่เพชรฯ หญิงจะเอาของฝากไหม" เสียงหวานแอบประชดเล็กน้อย

"แล้วแต่พิมสะดวกละกัน หญิงไงก็ได้" เธอตอบตามตรง

"โอเค งั้นเดี๋ยวพิมกลับแล้วจะแวะเอาไปให้ละกัน"

"ค่ะ" น้ำเสียงพร่าทุ้มงัวเงียตอบก่อนที่สายจะวางไป และคนตัวสูงก็หลับใหลตามเดิม



"พี่พิมคะ" เสียงใสของสาวน้อยดังขึ้น

"หือ" หล่อนขานรับพร้อมกับหันหน้าไปมอง

"อาทิตย์หน้าพี่ว่างไหมคะ" ดวงตาใสแจ๋วเหมือนกระจกมองจิณณพัตอย่างคาดหวัง

"ทำไมคะ" หญิงสาวไม่ตอบทันที อยากรู้เหตุผลที่ถามเสียก่อน

"ก็...คุณพ่อจัดงานวันเกิดให้ฝนน่ะค่ะที่บ้าน เลยอยากชวนพี่พิมไป" เสียงใสอ้อนเล็กน้อย

สาวจมูกรั้นวางมือจากงานแล้วนิ่งคิด จริงๆ เธอไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายอุตส่าห์มาชวนด้วยตัวเองแบบนี้จะปฏิเสธก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน

"ตกลงค่ะ" เสียงหวานตอบออกไปในที่สุด

เด็กสาวยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว หล่อนอดยิ้มตามไม่ได้ให้กับความน่ารักน่าเอ็นดู และการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา



จิณณพัตตื่นแต่เช้ามืดเพื่อตรวจทานสิ่งของที่จะนำไปครั้งสุดท้ายทั้งของเธอและของสามี หล่อนอาบน้ำอย่างไม่เร่งร้อนเพราะมีเวลาเหลือเฟือ บ้านของเธออยู่ไม่ไกล ขับรถไปแปบเดียวก็ถึง

เมื่อแต่งตัวเสร็จจึงปลุกสามีให้ไปอาบน้ำต่อ เธอเปิดหน้าต่างรับอากาศที่สดชื่นเข้าปอด ฟังเสียงนอกร้องขับขาน ก่อนที่จะลงไปทำอาหารเช้า

"ผมอยากทานอาหารฝีมือคุณไปตลอดชีวิตเลย" เขาพูดหลังจากที่กินข้าวต้มกุ้งจนหมดชาม พลางลูบหน้าท้องที่ป่องเล็กน้อย หล่อนยิ้ม ดีใจที่เห็นอีกฝ่ายมีความสุข



รถเก๋งสีดำจอดหน้าบ้านไม้หลังเล็ก พ่อกับแม่ของเธอปลูกต้นมะขามไว้เป็นแนวแทนรั้วบ้าน ลำต้นหนา แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปกว้างบ่งบอกถึงระยะเวลาอันยาวนานของการหยั่งรากลงดิน ตั้งแต่จิณณพัตจำความได้ เธอก็เห็นต้นมะขามพวกนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยถามว่ามันอายุเท่าไหร่กันแน่

ระหว่างต้นมีเปลญวนผูกไว้ให้นั่งหรือนอนเล่น พ่อหล่อนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เช่นเคย ส่วนแม่อ่านหนังสือนิยายของนักเขียนรุ่นเก่าอย่างทมยันตี เธอยิ้มกับภาพเดิมๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้วันเวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม

"คุณพ่อ คุณแม่" สาวหน้าหวานเรียกเสียงดัง หล่อนเดินกึ่งวิ่งไปหา ขณะที่บิดาลดหนังสือพิมพ์ลงเพื่อมองที่มาของเสียง

"อ้าวยัยพิม มาทำไมไม่บอกก่อนล่ะลูก" กริชลุกขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากกระดูกที่เข่าไม่ดี

"คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่สุดเลย" หญิงสาวทำเสียงออดอ้อนเหมือนตอนเป็นเด็ก

"มาถึงก็ปากหวานเชียวลูกคนนี้" คุณทวีนุชพูดพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู

เธอละจากอ้อมกอดของพ่อไปหาแม่ เห็นจากหางตาว่าคุณพ่อกำลังตบไหล่ลูกเขยเบาๆ พลางถามสารทุกข์สุขดิบ

"พ่อภาค งานการเป็นไงบ้างล่ะ" ชายสูงอายุถามด้วยน้ำเสียงรักใคร่

"ก็ดีครับ ใกล้จะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วครับ" นนทพันธ์ตอบด้วยท่าทีสุภาพ

"ดีๆ แล้วเมื่อไหร่จะมีหลานให้พ่อได้อุ้มสักทีล่ะ นี่กี่ปีแล้วนะที่เราแต่งงาน" คุณแม่มองหล่อนยิ้มๆ

"5 ครับ" เขาเอ่ยเสียงเบาลง

"นานแล้วนะพ่อภาค เราน่าต้องขยันทำการบ้านซะบ้างนะ" พ่ออ่างพูดติดตลก

"แหมคุณพ่อคะ ไม่ถามลูกสาวสักคำเหรอคะเรื่องแบบเนี้ย" สามีหล่อนมีท่าทีเขินอย่างชัดเจน หล่อนจึงอยากช่วย

"ถามพิม พิมจะตอบเหรอลูก" ดวงตาผู้สูงวัยบ่งบอกว่ารู้จักนิสัยจิณณพัตดี

"คุณพ่อน่ะพูดอะไรก็ไม่รู้ คุณแม่คะช่วยพิมด้วยสิคะ" หล่อนคล้องแขนแม่อย่างอ้อนๆ หวังให้ช่วย

"พ่อน่ะ พูดความจริงทำไม แต่แม่ก็อยากอุ้มหลานนะยัยพิม" แม่แตงยิ้ม

"แม่อ่ะ หนูงอนแล้ว" สาวจมูกรั้นทำทีท่าแกล้งงอน

"ไม่ต้องงอนเลยเรา จะเที่ยงแล้ว มาช่วยแม่ทำกับข้าวมา" คุณทวีนุชส่ายหน้าให้กับคำพูดของลูกสาวสุดที่รัก



"แม่คะ พิมถามได้ไหม" หญิงสาวถามขณะกำลังหั่นกระหล่ำปลีเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้า

"ได้สิจ๊ะลูก" สาวสูงวัยตอบโดยไม่หยุดเตรียมเครื่องปรุง

"แม่รู้ได้ไงคะว่าแม่รักพ่อ ตอนที่พ่อกับแม่เจอกัน" หล่อนถาม พยายามทำน้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจนักจะได้ไม่ผิดสังเกต

"อืม ก็แม่รู้สึกคิดถึงพ่อเขาตลอดเวลา อยากเห็นหน้า อยากอยู่ด้วย แล้วก็ทรมานเวลาไม่ได้เจอ" คุณทวีนุชพูดพลางยิ้มให้กับวันเก่าๆ

"แล้วเราจะรักคนสองคนพร้อมกันได้ไหมคะ" เธออยากรู้

"ถ้ารักแบบคนรัก มันเป็นไปไม่ได้หรอกลูก ถ้าลูกรักคนๆ หนึ่งอยู่แล้ว หัวใจของลูกจะไม่มีที่เหลือพอที่จะไปรักคนอื่นได้" คราวนี้อีกฝ่ายพูดอย่างรู้เท่าทันถึงสิ่งที่หญิงสาวต้องการจะรู้

"ถ้าลูกแน่ใจว่ารักคนใหม่ แสดงว่าลูกไม่ได้รักคนเก่า แต่บางทีมันอาจไม่ใช่ความรัก เป็นแค่ความผูกพัน หรือหลงเท่านั้นเอง" น้ำเสียงของแม่ช่างอ่อนโยนยิ่งนัก มันทำให้หัวใจเธอรู้สึกผิดและร้าวราน

"พิม..." หล่อนไม่อาจพูดออกไปได้

"ลูกยังเด็ก ยังมีเวลาคิด เวลาไตร่ตรอง ไม่ต้องรีบหรอก" แม่แตงละมือจากการเตรียมอาหารมากอดหญิงสาว น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่น

"ค่ะแม่" เธอพูดอู้อี้



วันอาทิตย์เธอลากลับแต่บ่าย เพราะไม่อยากให้ถึงกรุงเทพฯ มืดนัก กลับมาคราวนี้เธอสบายใจขึ้น อย่างน้อยแม่ก็เข้าใจหล่อน แต่ถึงยังไงเรื่องนี้ก็ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ใช่ หญิงสาวยังมีเวลาตราบเท่าที่หัวใจของเธอยังทนได้

เกือบห้าโมงเย็นกว่าจะถึงบ้าน จิณณพัตบอกให้สามีขนของเข้าบ้าน ส่วนเธอจะนำเอาข้าวแช่เจ้าโปรดไปให้คนตัวสูงที่คอนโด



เมื่อจอดรถที่ลานกว้างเรียบร้อยดีแล้ว เธอหยิบถุงพลาสติกที่ใส่ของฝากจากเบาะหลัง ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีที่จะได้เจอหน้าอีกคน

คนหน้าหวานเดินขึ้นบันไดอย่างช้าๆ พลางหยิบโทรศัพท์เพื่อจะโทรหาอีกฝ่าย เพื่อบอกว่ากำลังจะขึ้นไปที่ห้อง แต่ก่อนที่จะกดปุ่มโทรออกสายตาก็เห็นคนที่รักกอดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่โซฟารับแขกของคอนโด



email+facebook : N.Rattanawadikant@gmail.com
fanpage : www.facebook.com/อาพัทธ์-อันธการ/107884562739822

 
Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.