web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 869
Latest: Akaine448
New This Month: 1
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1627
Total Topics: 950
Most Online Today: 12
Most Online Ever: 111
(05 มีนาคม 2017 เวลา 22:56:02 )
Users Online
Members: 0
Guests: 10
Total: 10

ผู้เขียน หัวข้อ: อยากให้รู้ว่ารัก : ตอนที่ 18  (อ่าน 1074 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ป่านิทรา

  • Moderator
  • หน้าใหม่
  • *****
  • กระทู้: 24
อยากให้รู้ว่ารัก : ตอนที่ 18
« เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 15:12:26 »
ตอนที่ 18

“หายไปไหนแล้วน้า เห็นหลังไวๆ แป๊ปเดียวคลาดกันซะแล้ว”

ชโลธรเดินหันซ้ายหันขวามองหาร่างบางจอมเหวี่ยงอยู่สักพัก ก็เจอแม่ตัวดีเดินหายลับเข้าไปในร้านหนังสืออีเอ็ดบุ๊ค ปากรูปกระจับยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจก่อนจะเดินตามเข้าไปในร้านอย่างใจเย็น

ชโลธรคอยเดินตามร่างบางพร้อมกับจับสังเกตพฤติกรรมไปห่างๆ เพราะไม่อยากให้เป้าหมายรู้ตัวเสียก่อนมามีใครตามมา เดี๋ยวมันจะหมดสนุก พอร่างบางหยุดดูหนังสือตรงจุดไหนเด็กสาวก็พลอยหยุดคว้าหนังสือขึ้นมาเปิดและลอบดูอีกคนไปด้วย ทำตัวเหมือนสโตกเกอร์เลยแฮะเรา

ส่วนทางด้านร่างบางที่โดนสะกดรอยตามมาก็ชักจะรู้สึกแปล่งๆ มันเหมือนมีอะไรคอยจ้องมองมาที่เธออยู่ตลอดเวลาเลยแฮะ แต่พอหันไปดูก็ไม่เห็นมีอะไรหรือใครที่น่าสงสัยเลย เป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้งจนตัวเองเริ่มจิตตกเกิดหวาดระแวงขึ้นมา การเดินเล่นชักไม่สนุกซะแล้วสิ กลับไปเอาสร้อยแล้วรีบกลับบ้านดีกว่า

ว่าแล้วร่างบางก็ปิดหนังสือในมือแล้ววางมันลงในชั้นตามเดิม ก่อนจะล้วงแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการสาวให้ไว้ออกมาจากกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ทรงสกินนี่สีซีดมาถือไว้ในมือ พลางหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไปจากร้าน แต่ร่างบางกลับชนเข้ากับใครบางคนเสียก่อน จนร่างที่เล็กกว่าล้มลงไปนั่งแปะพับเพียบเรียบร้อยอยู่กับพื้น เอวัง

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าค่ะ” ร่างบางรีบทรุดตัวลงไปช่วยพยุงร่างเจ้าทุกข์ให้ลุกขึ้นมายืนได้เหมือนเดิม พลางช่วยปัดฝุ่นออกจากชายกระโปรงพริ้วสีขาวอย่างเป็นห่วงกลัวว่ามันจะซักไม่ออกให้ แต่พอสายตามองเห็นใบหน้าของหนึ่งในกลุ่มคนที่เธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวมากที่สุด ร่างบางที่จู่ๆ รมณ์ก็บ่จอยขึ้นมากะทันหันถึงกับเบ้หน้า พร้อมทั้งรีบปล่อยมือกึ่งๆ ผลักออกจากร่างเล็กกว่าอย่างไม่ชอบใจทันที

“เจ็บนะเนี่ย คนยืนอยู่ทั้งคนเดินชนเข้ามาได้ ไม่มีตารึไงห๊ะ!” ชโลธรแกล้งทำทีเป็นโว้ยวาย หลังจากที่ยืนยิ้มเฉ่งปล่อยให้คนขี้เหวี่ยงแตะเนื้อต้องตัว พร้อมทั้งระดมฝ่ามือปัดชายกระโปรงที่เปรอะผงฝุ่นออกให้เสียตั้งนาน นึกขำตัวเองเหมือนกันเป็นคนไปยืนอยู่ด้านหลังกะจะให้เขาหันมาชนตัวเองแท้ๆ ยังจะกล้าไปโว้ยเขาอีกนะ แต่ใครจะสนล่ะ เพราะแค่ได้เห็นหน้าเหวี่ยงๆ ของนางก็สนุกแร่ะ

“เห๊อะ แล้วใครใช้ให้หล่อนเซ่อซ่ามายืนอยู่ข้างหลังฉันล่ะ คนนะไม่ใช่สับปะรดจะได้มีตาหลัง อีกอย่างถ้าไม่อยากถูกชนก็อย่าเที่ยวมายืนโง่ๆ ติดกับหลังใครต่อใครเขาแบบนี้สิยะ” ร่างบางเถียงเสียงขึ้นจมูก เรื่องอะไรจะยอมให้ยัยหน้าเอ่อ...สวยมาโว้ยวายใส่เธออยู่ฝ่ายเดียวล่ะ ไม่มีทางซะหรอก เชอะ!  ร่างบางนึกก่อนจะเดินเชิดหน้าและจงใจใช้หัวไหล่กระแทกเข้าที่ไหล่อีกคนด้วยความหมั่นไส้อย่างสุดๆ

“โอ๊ยยยย” เสียงหวานร้องดังลั่นทำให้ร่างบางที่เดินพ้นมาได้เพียงสองก้าวกรอกตาอย่างหงุดหงิด พร้อมกับเสียงสบถในใจว่าเรื่องอะไรอีกวะ! แต่พอหันกลับไปดูแทนที่จะเห็นร่างเล็กยืนส่งสายตากวนส้นเธอเหมือนอย่างตะกี้นี้ กลับกลายเป็นว่าคนกวนประสาทลงไปนั่งจับเจ่าลูบข้อเท้าร้องโอดครวญอย่างน่าสงสารแทนเสียนี่ เผลอแป๊ปเดียวใครปูเสื่อให้ยัยนี่วะ

ชายหนุ่มที่ยืนอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ พอเห็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยตกระกำลำบาก จึงรีบโชว์แมนเดินเข้ามาถามไถ่เพื่อจะฟลุ๊คได้แฟนเด็กกะเขามั่ง

“เป็นอะไรไปครับน้อง”

“พี่ผู้หญิงคนนั้นเดินชนหนูล้มค่ะ แล้วเท้าหนูคงจะพลิกมันเจ็บมากๆ เลยอ่ะค่ะ” ว่าไปนั้น แหลกันสดๆ แต่สีหน้าที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างมากมาย ประกอบกับดวงตาอัลมอนด์คู่สวยนั้นเริ่มมีน้ำใสรื้อขึ้นมาตามขอบ ทำให้ชายหนุ่มเชื่ออย่างสนิทใจว่าเด็กสาวได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน เรียกคะแนนน่าสงสารจากชายคนดังกล่าวและหนอนหนังสือในร้านที่เริ่มมามุงดูได้อย่างง่ายดาย

“อ้าวน้อง เดินชนคนอื่นจนเขาได้รับบาดเจ็บไม่คิดที่จะมาดูแลถามไถ่อาการบ้างเลยรึไงครับ” ชายหนุ่มผู้หลงกลมารยานางมารหน้าสวยหันมาต่อว่าสาวร่างบางที่กำลังยืนทำหน้าเหวอ อึ้ง ทึ้งกับความสามารถอย่างกับนางเอกแถวหน้าตามละครหลังข่าว เพราะถึงเธอจะตั้งใจเดินชนแต่มันก็ไม่แรงถึงขนาดให้ใครลงไปนั่งขาเจ็บอย่างนั้นได้หรอก อินี่มันแหลชัดๆ 

“นั่นสิน้อง ใจคอจะไม่ดูดำดูดีน้องคนนั้นเขาหน่อยเหรอ เด็กอะไรหน้าตาก็ดีแต่แล้งน้ำใจชะมัด”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากกลุ่มคนที่มายืนเป็นหนอนมุง เรียกเสียงซุบซิบฮือฮาเห็นด้วยกับความผิดของเธอกันยกใหญ่

อ้าว ด่าซะกูเป็นนางมารร้ายเลย ขอร้องล่ะถ้าไม่รู้ความจริงอย่ามาพูดมาก เที่ยววิจารณ์คนอื่นเสียๆ หายๆ แบบนี้จะได้มั้ย! ยายแว่น!!!  ร่างบางถึงกับคิ้วหักอยากจะเดินไปฉีกร่างเล็กที่กำลังแอบยกยิ้มที่มุมปากแต่ถึงหล่อนจะแอบยังไงฉันก็เห็นอยู่ดีนะยะ!!!!

“พี่สาวคนนั้นเขาคงไม่เจตนาจะทำให้หนูบาดเจ็บหรอกค่ะ มันก็แค่อุบัติเหตุพวกพี่ๆ อย่าไปต่อว่าเขาเลยนะคะ หนูขอร้องงงง” ชโลธรบอกเสียงอ่อน เรียกคะแนนความชื่นชมจากฝูงชนได้อีกมากโข โฮะๆ ความแสบทรวงมันคนล่ะชั้นกันนะจ๊ะ

“โธ่ๆ หนูจ๋าเจ็บตัวขนาดนี้ยังมีน้ำใจออกรับแทนพี่เขาอีกนะเรา ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เชียวแม่คุณ” คุณป้าคนหนึ่งพูดออกมากด้วยความเอ็นดู เรียกเสียงอื่ออึงเห็นด้วยจากบรรดาหนอนมุงผู้ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอีกครั้ง

“แม่หนูไปดูน้องเขาหน่อยสิลูก เราทำเขาเจ็บตัวถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบนะลูก” คุณป้าคนเดิมเดินเข้ามาหา ก่อนจะแตะไหล่ร่างบางเบาๆ พร้อมกับบอกกล่าวอย่างผู้ใหญ่ใจดีที่พร้อมจะอบรมลูกหลาน ให้ร่างบางหน้าถอดสีนี่เธอกลายเป็นคนไม่ดีไปแล้วใช่มั้ย

“เอ่อ...ค่ะ” ร่างบางจำต้องยอมทำตามในเมื่อผู้ใหญ่เอ่ยปากมาขนาดนี้ แล้วไหนจะสายตาผู้คนที่มองเธออย่างตำหนิติเตียนนั่นอีกล่ะ ขืนยืนอยู่เฉยๆ หรือไปเหวี่ยงใส่ยัยจอมมารยาอีกมีหวังผู้คนได้ต่อว่าต่อขานจนเธอไม่กล้ามาเหยียบย่างที่นี่อีกแน่ๆ

ร่างบางถอนหายใจทิ้งอย่างเสียอารมณ์ ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะแตะเนื้อต้องตัวแม่นี่เลยสักนิด แม้แต่หน้าก็ยังไม่อยากจะมอง แต่ก็ต้องจำฝืนใจเดินเข้าไปหาเพื่อประคองร่างเล็กกว่าให้ลุกขึ้นยืนเป็นรอบที่สองของวันในเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่ป๊ะหน้ากัน มันจะมีอะไรซวยมากไปกว่านี้อีกไหมเนี่ย

พอร่างบางเดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้งดูก็รู้ว่าไม่ได้เต็มใจเลยสักกะติ๊ด ชโลธรเห็นแล้วก็แทบจะหลุดขำก๊าก แต่ก็ยังดีที่ยังสามารถเก็บเสียงหัวเราะเอาไว้ได้ แต่เรื่องยิ้มนี่สิถ้าจะเก็บได้ยากก็เลยเอ่ยขอบคุณคนหน้าบึ้งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างๆ มันไปซะเลย ฮิๆ ซะใจชะมัด

แต่มีหรือคนอย่างร่างบางจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ชอบขี้หน้า ในเมื่อวีนกันตรงๆ ไม่ได้ก็ขอแอบด่าให้หายแค้นสักหน่อยเหอะ

“หึ หล่อนนี่มันมารยาเก่งไม่ใช่เล่นเลยนะ แต่ก็อย่างว่าคนมันตอแหลยกกลุ่มไอ้เรื่องหน้าด้านเที่ยวโกหกคนเขาไปทั่วก็เลยทำได้สบายๆ” ร่างบางกระซิบที่ข้างหูของชโลธรในขณะที่กำลังประคองร่างให้ลุกขึ้นยืนพอให้ได้ยินกันแค่สองคน

ชโลธรได้ยินถึงกับคิ้วกระตุก แหม แต่ละคำที่ออกมาจากปากนางช่างหยาบคายเสียจริงๆ เลยนะคะคุณพี่ขา ในเมื่อโดนชมกันขนาดนี้งานนี้ก็จัดหนักให้เจ๊แกหน่อยแล้วกันเอาให้อกแตกตายกันไปเลย หึหึ

“โอ๊ยยย เจ็บจังอ่า~~” ชโลธรแกล้งทำเป็นเจ็บเท้าพร้อมกับฉวยโอกาสรวบคอร่างบางเอาไว้ด้วยสองแขน แล้วพิงตัวแนบสนิทไปกับอีกคนอย่างแนบเนียนให้ร่างบางเผลอตัวทำตามสัญชาตญาณ กอดรัดรอบเอวอีกฝ่ายไว้ด้วยกลัวว่าคนตรงหน้าจะล้มลงไปอีก ครั้นพอร่างบางตั้งสติได้ก็เตรียมจะผลักร่างเล็กกว่าออก แต่ก็ติดที่เจ้าของร่างกระซิบกระซาบห้ามกันเอาไว้ซะก่อน

“อ่ะๆ อย่านะคะ ถ้าพี่ไอซ์ผลักอ้อมออกตอนนี้ล่ะก็ รับรองได้เลยว่าพี่โดนผู้คนที่นี่ต่อว่าให้ได้อายแน่ๆ” บอกอย่างเดียวไม่พอคนเจ้าเล่ห์ยังแกล้งพ่นลมอุ่นชวนยั่ว(โมโห)ใส่หูกันอีก ให้คนฟังที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนกำหมัดกัดฟันกรอดๆ ทั้งโมโหทั้งขนลุก โอ๊ยยอยากจะบ้าตาย! ใครก็ได้ช่วยเอายัยขยะเปียกนี่ไปทิ้งไกลๆ ที!!!

“เจ็บเท้าจังเลยอ่า~ หนูคงเดินไปเองไม่ไหวแน่ๆ ถ้าไม่เป็นการรบกวนพี่สาวช่วยไปส่งหนูขึ้นรถกลับบ้านหน่อยได้ไหมค้า~” ชโลธรทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จส่งเสียงออดอ้อนออกจะติดเกรงใจอยู่ในที ช่างแตกต่างกับเสียงกระซิบเมื่อกี้นี้ราวฟ้ากับเหว ให้ร่างบางที่พอได้ฟังแล้วก็เกิดอาการจี๊ดขึ้นสมองโดยไม่ต้องเสียตังค์ซื้อน้ำมะนาวปั่นของโปรดมากินเลยสักหยด

“แม่หนู ไปส่งน้องเขาหน่อยนะลูก เท้าเจ็บแบบนี้น้องคงเดินเองไม่ไหวหรอก” คุณป้าขาประจำช่วยสำทับมาอีกรอบ

โธ่! คุณป้าขา ถ้าเป็นห่วงแม่นี่มากขนาดนี้ทำไมไม่ไปส่งเองเลยล่ะคะ ไอรดานึกเถียงในใจแต่ก็ตอบได้แค่...

“ค่ะ”  ไอรดารับปากก่อนจะดันร่างเล็กออกเบาๆ แล้วจับหมับเข้าที่ต้นแขนเพื่อจะประคองพาเดินออกไป แต่ก็ไม่วายแอบบีบท่อนแขนเสลาเอาไว้เสียแน่น ขอระบายแค้นสักหน่อยเหอะ หึหึ

ไอรดาเห็นใบหน้าสวยคมของอีกคนออกอาการเหย่เกน้อยๆ เพราะแรงบีบก็นึกซะใจ เจ็บล่ะเซ่ ฮ่าๆ สมน้ำหน้า โฮะๆ ให้อีกคนต้องรีบแก้เกมโดยด่วน เพราะขืนปล่อยไว้อย่างนี้ยัยเจ๊จอมโหดได้หักกระดูกแขนเธอจนแหลกละเอียดคามือหล่อนแน่ๆ

“เอ่อ..พี่คะ คือหนูเดินไม่ค่อยถนัดเลยค่ะ รบกวนพี่ช่วยเปลี่ยนเป็นโอบเอวหนูเดินไปหน่อยได้ไหมคะ” ชโลธรไม่ว่าเปล่ารีบปลดมือหรือคีมเหล็กทั้งสองข้างออกจากแขนตัว แล้วเปลี่ยนเอามือข้างที่ถูกประทุษร้ายของตัวเองมาโอบบ่าของไอรดาไว้แทน แล้วจับมืออีกข้างของไอรดามาโอบไว้ที่เอวของตน ทำเสร็จก็หันไปยิ้มเผล่ให้อีกคนประมาณว่าจะทำยังไงต่อไปดีล่ะคะเจ๊ ให้คนโตกว่าออกอาการหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

น่าโมโหจริงโว้ยยย คอยดูเถอะพ้นจากตรงนี้ไปเมื่อไร แม่จะถีบให้หงายท้องหงายไส้เลยคอยดู!  ไอรดากรี๊ดลั่นอยู่ในใจ ทำอะไรไปคนเจ้าเล่ห์ก็แก้เกมมาได้หมด ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธหน้าก็ยิ่งบึ้งทำเอาให้คนเจ้าเล่ห์ที่ได้เห็นสีหน้าคนขี้วีนอย่างใกล้ชิดกลั้นขำแทบตาย

ไอรดารีบประคองร่างเล็กกว่าออกมาจากร้านหนังสือ ซึ่งหากดูดีๆ เหมือนจะกระชากลากถูกันเสียมากกว่า ส่วนคนอารมณ์ดีก็ไม่ได้ว่าอะไรออกจะสนุกสนานกับอาการเหวี่ยงวีนของอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ และพอออกห่างจากร้านหนังสือมาพอสมควร ไอรดาก็แทบจะผลักร่างเล็กกว่าออกแล้วถีบซ้ำตามที่ตั้งใจไว้ แต่คนเจ้าเล่ห์ก็ดันไหวตัวทันรีบผละออกจากกันมาซะก่อน

“อ่ะๆ จะทำอะไรคะ เป็นสาวเป็นนางใช้ความรุนแรงไม่ดี๊ไม่ดีนะเออ” ชโลธรยิ้มทะเล้นใส่พลางยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมายั่วประสาทคนขี้โมโห

“เลิกสำออยได้แล้วเหรอยะ นึกว่าจะแอ๊บแหลยันกลับถึงบ้านซะอีก”  ไอรดาพูดค่อนขอดพลางจิกสายตาใส่ แต่คู่กรณีกลับไม่ใส่ใจแถมยังส่งยิ้มกวนๆ มาให้อีกแน่ะ

“ไม่ได้แอ๊บนะคะ อ้อมเจ็บจริงๆ น้า~ เพียงแต่ว่ากอดของใครบางคนช่างอบอุ๊นอบอุ่น เลือดลมก็เลยเดินดีเท้าเลยหายเจ็บเร็วค่ะ” คำหยิกแกมหยอดออกมาจากปากรูปกระจับทำเอาไอรดาไม่รู้จะตอกกลับไปอย่างไรดีให้เจ็บแสบ ไอ้คำที่นึกได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่

“ไอ้บ้า!” สั้นๆ

“แต่ก็น่ารักนะ”  อีกคนก็เลยเติมคำให้พร้อมกับทำท่าน่ารักๆ แบบแปลกๆ ให้ดูด้วย

“แหวะ คนอะไรยกหางตัวเองก็เป็น ชิส์!” ไอรดาว่าก่อนจะหันหลังแอบขำกับท่าทางน่ารักแต่ดูเหมือนจะตลกมากกว่าของคนเจ้าเล่ห์

“นั่นแน่ แอบขำเค้า เค้าเห็นน้า~~~” ชโลธรชะโงกหน้ามองดูคนแอบขำอย่างล้อๆ

“ไม่ต้องมาล้อฉันเลยยะ หน้าตาหล่อนตลกจะตายใครไม่ขำก็แย่แล้ว!”  ไอรดาหันมาแว๊ดใส่เสียงสูง ไม่สบอารมณ์ที่อีกคนทำเหมือนเธอเป็นเพื่อนเล่น

“ก็อ้อมอยากให้พี่ไอซ์ยิ้มนี่ เลยทำหน้าตลกๆ ให้ดูไง พี่ไอซ์ยิ้มสวยจะตายไปน่าจะยิ้มเยอะๆ นะ”  แต่อีกคนกลับส่งยิ้มจริงใจมาให้ไม่ได้สนใจเสียงสูงๆ สายตาขุ่นๆ เลยสักนิดเดียว

“แล้วหล่อนจะมาอยากให้ฉันยิ้มทำไมยะ แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันยิ้มสวย” ไอรดากอดอกว่าพลางชักสีหน้าใส่ อารมณ์ไหนของหล่อนกันแน่เนี่ย กัดกันอยู่ดีๆ ก็มาชมว่าเรายิ้มสวยซะงั้น แปลกคน!

“ในร้านหนังสือไง อ้อมเห็นพี่อ่านอะไรก็ไม่รู้แล้วก็ยิ้มออกมาจนไอ้หนุ่มที่ยืนฝั่งตรงข้ามมองพี่ตาค้างไปเลย” ชโลธรเล่าเหตุการณ์ในร้านหนังสือให้ไอรดาฟัง แต่ไม่ได้เล่าว่าตัวเองก็ไม่ได้ต่างไปจากไอ้หนุ่มคนนั้นเท่าไรหรอก แถมนอกจากตาค้างแล้วใจยังเต้นไม่เป็นส่ำอีกต่างหาก คนอะไรก็ไม่รู้ยิ้มสวยชะมัด

“อีกอย่างปกติเจอหน้าพี่ทีไรก็เห็นแต่ทำหน้าตึงทุกที ก็เลยอยากจะเห็นหน้าพี่ตอนที่ยิ้มให้กันบ้างอ่ะ”

“เหอะ ฉันไม่ได้ยิ้มให้เธอสักหน่อย ฉันยิ้มเพราะขำหน้าเธอต่างหาก” ไอรดาว่ายิ้มๆ พอโดนชมเข้าหน่อย อารมณ์โมโหโกรธาเมื่อกี้ก็พลันหายไปหมด แถมสรรพนามที่ใช้เรียกก็เปลี่ยนจาก ‘หล่อน’ เป็น ‘เธอ’ ไปโดยไม่รู้ตัว ทำเอาคนเจ้าเล่ห์ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว

“จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะค่ะ แค่ได้เห็นพี่ยิ้มอ้อมก็ดีใจแล้ว และถ้าพี่ยิ้มเพราะขำหน้าอ้อม อ้อมก็จะเอาหน้าตลกๆ ไปให้พี่ดูทู้กกกกกกวัน พี่จะได้ยิ้มสวยๆ ทุกวันเลยดีไหมคะ” จบประโยคจากรุ่นน้องที่ไม่ชอบขี้หน้า ไอรดาก็แทบจะทำหน้าไม่ถูก เอาล่ะสิยัยหน้าสวยนี่คิดจะจีบเธอหรือเปล่าเนี่ยชักจะแหม่งๆ แล้วนะ

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง คิดจะจีบฉันรึไงยะ” 

“แล้วจีบได้รึเปล่าล่ะ”  ชโลธรไม่ตอบแต่เลือกที่จะใช้คำถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายแทน

“ไม่ได้!!” สั้นและห้วน

“จะจีบ!” ส่วนคนนี้สั้นแต่ได้ใจความ

“เอ๊ะ! บอกว่าไม่ได้ๆ ไง”  ไอรดาดึงมือออกจากอกตัวเองมาทิ้งไว้ที่ข้างลำตัวด้วยความขัดใจพร้อมทั้งกระชากเสียงใส่คนพูดไม่รู้เรื่อง

“ได้ไม่ได้ไม่รู้ รู้แต่ว่าอ้อมจะจีบพี่ไอซ์และต้องเอาให้ได้ด้วย”  ชโลธรพูดอย่างมุ่งมั่น คนอย่างเธอถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วล่ะก็ไม่มีคำว่าพลาดแน่ๆ

“ไอ้บ้า! พูดจาอะไรน่าเกลียดชะมัด” ไอรดาต่อว่าหน้าแดงแกมรู้สึกหมั่นไส้นิดๆ มั่นใจมากเกินไปป่ะ!

น่าเกลียดอะไรคะเจ๊ ที่บอกว่าเอาให้ได้หมายถึงว่าเอาเจ๊มาเป็นแฟนต่างหากเล่า! อย่าคิดไปเองเซ่

“ไม่เห็นน่าเกลียดเลยเรื่องธรรมชาติออก” ชโลธรนึกสนุกจึงแกล้งต่อปากต่อคำอีกคนเล่นพร้อมทั้งทำหน้าหื่นทะลึ่งทะเล้น ให้อีกคนทำหน้าเบ้รับไม่ได้กับพฤติกรรมชวนติดเรทมากเกินไปแร่ะ

“อี๋~ ไอ้ทุเรศ จะจีบสาวเขาพูดกันอย่างนี้รึไงห๊า!” ร่างบางต่อว่าพลางตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนรุ่นน้องที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าไปหนึ่งที โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเผลอปล่อยตัวให้คนเจ้าเล่ห์เข้ามาตีซี้กับตัวเองมากเกินไปแล้ว

“ก็พูดกันตรงๆ ไม่อยากอ้อมค้อมให้มันเสียเวลานี่”  ชโลธรว่าปากจู๋พลางลูบต้นแขนตัวเองป้อยๆ แหม เผลอแป๊ปเดียวเจ๊แกแจกขนมเปี้ยะให้กินซะแล้ว

“เสียบ้างก็ได้ย่ะ อ้อมบ้างก็ดี มาตรงๆ เป็นขวานผ่าซากแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนใครเขาจะชอบ” ไอรดาบอกเสียงสะบัด รู้สึกฉิวกับความตรงเกินเหตุของคนตรงหน้า

“ตกลงพี่ชอบให้อ้อม”  ชโลธรถามพลางมองด้วยหางตาที่ส่อแววตาเจ้าเล่ห์นิดๆ

“เออ” ร่างบางเชิดหน้าตอบ

“ดี ในเมื่อชอบให้อ้อม งั้นอ้อมก็ขอรับพี่ไว้วันนี้เลยหล่ะกัน” ชโลธรว่าก่อนจะถือวิสาสะดึงมือไอรดาให้เดินไปด้วยกันอย่างหน้าตาเฉย

“เฮ้ยยย จะไปไหน” แต่ไอรดากลับขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินตามไปง่ายๆ ทำให้ชโลธรต้องหมุนตัวกลับมาแล้วเขยิบเข้าไปหาเพื่อจะยืนใกล้ๆ คนหน้าตื่นแทน

“ก็ไปหา........” ชโลธรลากเสียง ก่อนจะเอียงตัวไปกระซิบเบาๆ ใกล้ใบหู

“ที่เงียบๆ ที่พี่จะให้อ้อมได้สะดวกๆ ไงเล่า”

“ว๊ายย ไอ้บ้า! ฉันหมายถึงให้อ้อมค้อมยะ ไม่ได้ให้หล่อนมาทำอะไรช้านนนน”  ไอรดาโมโหจนหน้าแดง ยื่นมือออกไปกะจะฟาดเจ้าคนลามกบวกกวนประสาทนี่อีกสักที แต่ชโลธรกลับรู้ทันรีบถอยฉากหลบหนีฝ่ามืออีกคนได้อย่างฉิวเฉียด โดนไปทีเดียวก็พอแล้วจ้า มือเจ๊หนักมากขอบอก

“ฮ่าๆ พี่นี่เวลาโกรธก็น่ารักดีน้า~~”  ชโลธรหันมาพูดพลางขยับตัวคอยหลบหลีกฝ่ามือที่จ้องจะประทุษร้ายต่อร่างกายเธอไม่ยอมหยุด

“หยุดอยู่เฉยๆ เลยนะยัยบ้า! มาให้ฉันฟาดปากซะดีๆ”

“หยุดก็กลัวอ่ะเด่ แน่จริงก็ตีให้โดนซิจ๊ะเจ๊จ๋าาาาาาา”  ชโลธรว่าหน้าทะเล้น

“อ๊ายยยย กล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าเจ๊ คอยดูนะจับได้เมื่อไหร่แม่จะตีให้น่วมเลย” 

“เฮ้ย! เดี๋ยวๆ พี่มานี่ก่อนเร็ว” ชโลธรรีบเข้ารวบอาวุธของไอรดาแล้วลากร่างบางเข้ามาหลบหลังป้ายโฆษณาของร้านค้าที่อยู่ใกล้ๆ

“ลากฉันเข้ามาในนี้ทำไมปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ” สาวขี้โมโหดิ้นโว้ยวาย ร้อนถึงชโลธรต้องรีบร้องห้าม

“ชู่ววววว!!!! เงียบๆ ก่อนพี่อย่าเพิ่งเหวี่ยงตอนนี้ แล้วก็เบิ่งตาดูนู้นนนนนน”  ชโลธรยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากอีกฝ่าย ก่อนจะพูดเสียงเบาแล้วก็บุ้ยใบ้จนปากจู๋ให้ไอรดามองดูคนสองคนที่ควงแขนกันมาและกำลังมุ่งหน้าเดินตรงมาทางนี้

สองสาวแอบดูคนทั้งคู่อย่างเงียบๆ จนกระทั้งสองคนนั้นเดินเลยป้ายโฆษณาที่พวกเธอใช้ซุ่มดูอยู่ผ่านไป เสียงพูดคุยจึงกลับดังขึ้นอีกครั้ง

“นั่นมันไอ้จูนกับเพื่อนเธอนี่ แล้วทำไมสองคนนั้นถึงมาด้วยกันได้ล่ะ”

“นั้นสิพี่ ไอ้มาด้วยกันมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เล่นเดินควงแขนสวีทวี๊ดวิ้วกันมาเนี่ยสิมันชักจะยังไงๆ แล้วนะ” คนเจ้าเล่ห์ทำหน้าครุ่นคิด ยังข้องใจไม่หายกับท่าทางหัวเราะต่อกระซิกของเพื่อนสาวที่ขึ้นชื่อว่าไว้ตัวมากที่สุดของกลุ่ม

“ไม่เห็นจะยาก อยากรู้ก็ตามไปดูสิ” คนอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้ารีบคว้าแขนรุ่นน้องออกจากที่ซ่อนแล้วสะกดรอยตามเพื่อนสาวหล่อไปห่างๆ ให้คนเจ้าเล่ห์ที่ต้องมารับบทสโตกเกอร์อีกครั้งด้วยรอยยิ้ม ก็แหม คราวนี้มีเพื่อนร่วมขบวนการด้วยนี่นาแล้วจะไม่ให้ยิ้มได้อย่างไร ฮี่ฮี่
<
<
<
ทางด้านหนึ่งหนุ่มกับอีกสองสาว หลังจากหาที่จอดรถได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สองสาวก็หันมาเดินควงกันเองหยอกล้อกระหนุงกระหนิงทิ้งชายหนุ่มหนึ่งเดียวให้เดินตามหลังมาด้วยความอิจฉา รู้อย่างนี้แวะรับแฟนสาวมาด้วยก็ดีจะได้เป็นสองคู่ชูชื่น ไม่เหี่ยวเฉาเช่นนี้

“ฮะแฮ่ม สาวๆ ครับ หยุดคุยกันสักครู่ แล้วช่วยตอบกระผมทีว่ามื้อนี้เราจะทานอะไรกันดีจ๊ะ น้องเอม เจ้าแสบ” ปฐวีส่งเสียงกระแอมไอขัดจังหวะสองสาวที่ดูเมื่อว่าจะหลุดเข้าสู่โลกส่วนตัวจนเหมือนจะลืมพี่ชายคนนี้ไปเสียแล้ว

“เอมทานอะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่พี่วีกับเดียร์แล้วกัน”  สาวหมวยตัวเล็กบอกอย่างเกรงใจ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ยเจ้าแสบ

“แล้วเราล่ะเจ้าแสบจะกินอะไรดี” ปฐวีหันมาถามน้องสาวตัวเองบ้าง

“เค้าอยากกินไอติมอ่ะ แวะไปกินไอติมก่อนได้ป่ะ แล้วค่อยไปกินอย่างอื่นต่อนะ” ชลธิดาบอก

“อะไรกัน เขามีแต่กินของคาวก่อนแล้วค่อยไปต่อของหวาน แต่นี้กลับอยากกินของหวานก่อนของคาว” ปฐวีว่ายิ้มๆ น้องสาวเขานี่ชอบทำอะไรสวนทางกับชาวบ้านอยู่เรื่อยเลย

“ก็เค้าอยากกินนี่ มาเหนื่อยๆ อากาศร้อนๆ กินไอติมก่อนจะได้ชื่นใจ นะๆ” ชลธิดาอ้อนพี่ชาย ซึ่งนิสัยขี้อ้อนแบบนี้จะเป็นกับเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งข้อนี้เพื่อนทุกคนในกลุ่มต่างรู้ดี และก็เป็นอีกบุคลิกที่นุชนารถชื่นชอบซะด้วย อยากให้เขามาอ้อนเราอย่างนี้บ้างจัง

“ตามใจเราสิ” ปฐวีบอกพลางลูบศรีษะน้องสาวเบาๆ อดไม่ได้ที่จะตามใจน้องสาวคนเล็ก

พอเข้ามานั่งในร้านไอศกรีมสุดฮิตสัญชาติอเมริกัน พนักงานสาวก็ส่งเมนูให้ลูกค้าเลือกด้วยความฉับไว หลังจากที่พนักงานรับออเดอร์และนำน้ำมาเสริฟ์ให้เสร็จสรรพ ระหว่างที่นั่งรอไอศกรีมแสนอร่อยนั้น

ชลธิดาที่หยิบแก้วน้ำขึ้นจิบพลางหันหน้ามองผ่านกระจกใสบานใหญ่ของร้านไปเรื่อยเปื่อย ดูซุ้มร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทางเดิน เห็นผู้คนมากมายจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อและแวะดูสินค้าที่ตัวเองสนใจ ก่อนสายตาจะไปสะดุดลงกับใบหน้าของบุคคลอันคุ้นเคยที่กำลังลองสวมนาฬิกาข้อมืออยู่ที่ร้านค้าห่างออกไปเพียงสองล็อก ข้างกายมีเด็กสาวในชุดเดรสน่ารักสีดำแถบแดงแซมขาวกำลังก้มๆ เงยๆ ยืนดูนาฬิกาข้อมือที่วางเรียงรายในตู้โชว์เต็มพื้นที่ของร้านอยู่

‘นั่นมันพี่จูนนี่หว่า แล้วมากับใครว่ะ รูปร่างแบบนี้ไม่ใช่พี่โอแน่ๆ’

“เดียร์ดูอะไรอยู่เหรอ” นุชนารถที่เห็นคนข้างกายนั่งจ้องอะไรสักอย่างด้านนอกอยู่นานสองนาน จึงเอ่ยถามพลางเข้าไปเบียดกระแซะมองตามสายตาคนตัวสูงออกไปนอกกระจก

“ไอ้หนึ่ง!!” จู่ๆ คนตัวสูงก็พูดโพล่งขึ้นมาเสียงดังทำเอานุชนารถที่กำลังเมียงๆ มองๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจไม่เว้นแม้กระทั้งผู้ชายอย่างปฐวีก็พลอยตกใจไปด้วย

“เดียร์บ้า!  จะเสียงดังทำไมเนี่ยตกใจหมดเลย” นุชนารถตีเพี้ยะไปที่แขนคนตัวสูงหนึ่งทีโทษฐานทำคนน่ารักตกใจ

“นั่นสิ เป็นอะไรไปเราอยู่ดีๆ ก็ส่งเสียงดัง ดูซินั้นคนหันมามองกันทั้งร้านแล้ว” ปฐวีว่าพลางส่งสายตาให้น้องสาวหันไปดู

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะแหะๆ” พอชลธิดาหันไปดูก็เป็นจริงอย่างที่พี่ชายบอกก็เลยส่งยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับผงกศีรษะงกๆ ขอโทษขอโพยคนในร้าน

“แล้วตกลงว่าเดียร์เสียงดังทำไมคะ” นุชนารถถามเรื่องที่ยังข้องใจ

“เออใช่! เอมมาดูนี้เร็ว แล้วจะรู้ว่าทำไมเดียร์ถึงเสียงดัง”ชลธิดาคว้าเอวอีกคนให้กระเถิบเข้ามาใกล้ๆ พลางชี้นิ้วไปยังตัวต้นเหตุที่ทำให้เธออุทานเสียงดังให้นุชนารถดู

“อะไรเหรอ” นุชนารถมองตามนิ้วเรียวที่อีกคนยื่นไป

“นั่นไงๆ ยืนอยู่ที่ร้านนาฬิกานะ”

“นั้นมัน...พี่จูน............กับยัยหนึ่งนี่!” นุชนารถหันควับมามองหน้า คนตัวสูงก็พยักหน้าตอบยืนยันว่าใช่แล้วล่ะตัวเธอว์

“แล้วทำไมสองคนนั้นถึงมาด้วยกันได้ล่ะ.....หรือว่าต่างคนต่างมาแล้วมาเจอกันที่นี่” นุชนารถสันนิษฐาน

“ไม่มีทาง คนอย่างไอ้หนึ่งมันไม่มาเดินห้างคนเดียวหรอก เอมก็รู้นิสัยมันดีไม่ใช่เหรอ” ชลธิดาบอกด้วยความมั่นใจ ก่อนจะหันหน้าไปถามคนข้างกายเพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง

“เออจริง ถ้าไม่มีพวกเราหรือใครมาด้วยมันก็ไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวหรอก”นุชนารถเห็นด้วยกับคำพูดของคนตัวสูง ก่อนจะหันมาถามต่อด้วยความสงสัย

“แล้วสองคนนั้นไปสนิทสนมกันตั้งแต่ตอนไหนล่ะ”

“สนิทกันตอนไหนนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือว่าสนิทกันแบบไหนต่างหากล่ะ”  ชลธิดาว่าทั้งๆ ที่ยังคงจับจ้องคนทั้งสองอย่างไม่วางตา

“หมายความว่าไงอ่ะ”

“เอมลองดูเอาเองแล้วก็กัน” คนตัวสูงไม่อธิบายแต่ปล่อยให้คนข้างๆ ดูพฤติกรรมของคนทั้งสองเอาเอง

นุชนารถที่คอยดูพฤติกรรมของหนึ่งสาวคมกับอีกหนึ่งสาวเท่ห์ตามที่คนตัวสูงบอกอยู่สักพักก็ตาโต เมื่อเห็นคนทั้งสองเดินจับมือกันแล้วยังหยอกล้อถึงเนื้อถึงตัวกันอีก พูดคุยกระซิบกระซาบหัวเราะร่ามีความสุขดูก็รู้งานนี้ไม่ใช่แค่คนรู้จักหรือรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันธรรมดาแน่ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องมากกว่านั้น แต่ว่ามากถึงขั้นไหนล่ะ?

ชลธิดาและนุชนารถนั่งมองจนกระทั้งสองคนนั้นเดินผ่านร้านที่ทั้งคู่นั่งอยู่ เป็นจังหวะเดียวกับที่พนักงานสาวนำไอศกรีมมาเสริฟ์ที่โต๊ะพอดี

“เอมคิดว่าไง” ชลธิดาหันกลับมาสบตากับนุชนารถแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เอมก็คิดเหมือนเดียร์นั่นล่ะ” นุชนารถเองก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเช่นกัน

“งั้นไปกันเลย” ชลธิดาบอก

“อืม” นุชนารถพยักหน้ารับ ก่อนจะขยับตัวลุกจากที่นั่งพร้อมกับคนตัวสูงที่กำลังขยับจะลุกตามไป

“เฮ้ย! เดี๋ยวสิ สองคนนี้จะไปไหนกัน ไอติมที่สั่งได้แล้วนะ” ปฐวีร้องท้วงน้องสาวและเพื่อนร่วมชั้นตัวเล็กที่กำลังจะลุกหนีไปดื้อๆ โดยไม่ได้สนใจเขาหรือไอศกรีมตรงหน้าเลยสักนิด

“เอ่อ โทษที ตัวกินไปก่อนแหละกัน ไม่ๆ เอางี้ดีกว่า ตัวกินไปให้หมดเลยดีกว่าไม่ต้องรอพวกเค้าแล้ว เดี๋ยวเค้าสองคนไปหาอะไรกินกันเองแล้วค่อยกลับบ้าน ส่วนตัวเองจะไปไหนก็ไปตามนี่นะไปล่ะ” ชลธิดาสรุปรวบยอดเสร็จสรรพก็จับมือนุชนารถเดินออกไปจากร้าน ทิ้งชายหนุ่มนั่งหน้าเอ๋องงเต๊กอยู่ที่โต๊ะคนเดียว

“แล้วใครมันจะกินหมดกันวะ ไอติมตั้งสามถ้วยขืนกินเข้าไปได้ปวดท้องตายแน่” ชายหนุ่มนั่งมองไอศกรีมถ้วยใหญ่สามถ้วยตรงหน้าพลางบ่นกระปอดกระแปดกับภาระที่น้องสาวทิ้งไว้ให้
<
<
<
ทางด้านสองสโตกเกอร์สาวที่พักรบกันชั่วคราวหันมาจูบปากกันแทน เอ๊ย! ไม่ใช่หันร่วมมือกันแทน ตามดูพฤติกรรมอันน่าสงสัยของกฤตชยาและหนึ่งฤทัยมาตั้งแต่ต้นก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เป้าหมายที่ทั้งคู่ตามมาไม่ได้มีท่าทีสงสัยหรือรู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังมีคนคอยจับตามองดูอยู่

“สองคนนั้นต้องคบกันอยู่แน่ๆ เลย” ชโลธรพูดขึ้นขณะที่แอบดูอยู่หลังป้ายโฆษณาฟิวเจอร์บอร์ดขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงภาพถ่ายเมนูเด็ดต่างๆ ที่ทางร้านกำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ เพื่อเชื้อเชิญเหล่าบรรดานักชิมทั้งหลายแหล่ที่หน้าร้านอาหารญี่ปุ่น โดยไม่ได้สนใจสายตาของพนักงานสาวที่มีหน้าที่ยืนต้อนรับลูกค้าบริเวณหน้าร้าน รวมถึงผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาที่กำลังมองดูเด็กสาวหน้าตาดีทั้งสองคนกำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่หลังป้ายกันเลยสักนิด

“ไอ้จูนมันคบกับยัยโออยู่มันคงไม่นอกใจแฟนมันหรอกมั้ง อีกอย่างไอ้จูนมันเป็นคนเฟรนด์ลี่เทคแคร์ดูแลคนอื่นดีไปหมดอยู่แล้ว ไม่แน่นะพวกนั้นอาจจะแค่มาเที่ยวด้วยกันเฉยๆ ก็ได้ไม่มีอะไรหรอก(มั้ง?)” ไอรดาว่าอย่างมีเหตุผลทั้งทีความจริงก็ไม่ได้แน่ใจอย่างที่พูดมานักหรอก

“ไม่หรอก สองคนนี่คบกันอยู่จริงๆ แค่นี้พี่ดูไม่ออกรึไง” ชโลธรยังยืนยันคำเดิมแถมแอบเหน็บคนมองเพื่อนในแง่ดีจนน่าหมั่นไส้ไปด้วย ‘เพื่อนตัวเองเจ้าชู้จะตายทำเป็นมองในแง่ดี แต่ทีกับไอ้เดียร์เอาแต่ด่ามันฉอดๆ’

“เห๊อะทำเป็นรู้ดี”  ไอรดาชักสีหน้าร้องเห๊อะขึ้นจมูก รู้นะว่าไอ้ประโยคเมื่อกี้นี้จงใจเหน็บเธอชัดๆ

“รู้สิ เพราะคนอย่างอิหนึ่งถ้าไม่ถึงขั้นคบหาดูใจในระดับนึงล่ะก็ รับรองว่าไม่มีทางได้แตะเนื้อต้องตัวมันขนาดนั้นแน่ๆ” ชโลธรบอกในขณะที่สายตายังคงมองดูกฤตชยาที่กำลังโอบเอวและจับแก้มสาวน้อยข้างกายอย่างหยอกเย้า ดูยังไงก็เป็นกิริยาของคู่รักชัดๆ

“จะบอกว่าเพื่อนตัวเองเป็นคนหวงเนื้อหวงตัวว่างั้นเถอะ และถ้าไม่ได้เป็นอะไรกันก็โอบกอดกันแบบนั้นไม่ได้ใช่ป่ะ”  ไอรดาพูดด้วยความหมั่นไส้

“ช่ายยยยย” ชโลธรพยักหน้ารับ

“งั้นไอ้ที่ปล่อยตัวให้ไอ้จูนมันโอบมันกอดก็แสดงว่าสองคนนั้น featuring กันไปเรียบร้อยแล้วล่ะสิ เหอะ! รู้ทั้งรู้ว่าเขามีแฟนแล้วยังจะไปยุ่งกับเขาอีก เพื่อนเธอแต่ละคนนี่ยังไงกัน ตัวเธอเองก็ด้วยท่าทางจะเลวกันทั้งกลุ่ม เชอะ!” ไอรดาร่ายยาว อคติที่มีต่อรุ่นน้องสาวกลุ่มนี้กลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังจากที่หลงลืมไปชั่วคราว

ชโลธรได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เบื่อที่จะถกเถียงกับคนที่มองเห็นแต่ด้านลบของกลุ่มตัวเองมานานอย่างไอรดาแล้ว เพราะถึงจะพูดอะไรออกไปตอนนี้ก็เหมือนเป็นการแก้ตัวเสียมากกว่า

“หน๊อยยย ทำมาเป็นส่ายหน้า ทำไมหรือว่าจะ....” ไอรดายังพูดไม่ทันจบชโลธรก็พูดสวนขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเนือยๆ

“เฮอ~~ พี่นี่อคติชะมัด หัดเปิดใจให้มันกว้างๆ มองดูแก่นแท้ของคนอื่นเข้ามั่งสิ บางทีเขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่พี่คิดก็ได้นะ”

“โอ๊ยยยย ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลยพวกคนเจ้าชู้ ไม่ต้องเปิดหรอกใจ เปิดแค่ลูกกะตาก็เห็นไปถึงสันดานที่ดูก็รู้ว่า ชั่ว!” ไอรดาตั้งใจเน้นคำหลังสุดตอกหน้าคนเจ้าเล่ห์ที่พยายามพูดให้พวกตัวเองดูดีขึ้นมา

“ทำอย่างกับเพื่อนตัวเองดีเสียเต็มประดา”  ชโลธรกลอกตาพลางบ่นอุบอิบขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนที่ชักจะพาลไปใหญ่

“บ่นอะไร!”  ไอรดาว่าเสียงสะบัดเพราะเห็นอีกคนแอบทำปากขมุบขมิบ นี่คงจะแอบว่าอะไรลับหลังเธออยู่แน่ๆ

“ปะ เปล่าจ้า” แหม ดุจริงวุ้ย! คนเจ้าเล่ห์รีบหันหน้ามาปฏิเสธพร้อมทั้งส่งยิ้มใสซื่อไปให้ ส่วนคนขี้โมโหก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อเพียงแต่ยื่นมือมาชี้หน้าชโลธรไว้อย่างคาดโทษ


(มีต่อ)





ออฟไลน์ ป่านิทรา

  • Moderator
  • หน้าใหม่
  • *****
  • กระทู้: 24
Re: อยากให้รู้ว่ารัก : ตอนที่ 18
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2014 เวลา 15:16:53 »
ตอนที่ 18 (ต่อ)


แต่แล้วเวทีลับฝีปากขนาดย่อมก็ต้องถูกยกเลิกไปก่อน เมื่อไอรดาเหลือบไปเห็นเป้าหมายที่พวกเธอสะกดรอยตามมากำลังเดินเข้าไปในร้านสเต็กชื่อดังแล้ว

“อ้อมๆ สองคนนั้นเข้าร้านซี๊ดเวอร์ไปแล้วอ่ะเอาไงต่อดี” ไอรดาสะกิดบอกให้ชโลธรหันไปดูว่าเป้าหมายทั้งสองได้เข้าไปในร้านอาหารกันแล้ว

“ก็ตามไปดิ” ชโลธรตอบพลางฉุดมือรุ่นพี่สาวให้ลุกตามไปด้วย ดีเหมือนกันกำลังหิวอยู่พอดี
แต่ด้วยความที่ทั้งสองคนผลุบผลับออกมาจากที่ซ่อนกะทันหันจึงทำให้ไปชนกับคนที่กำลังเดินมาจนเซไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

“โอ๊ย!/อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” ชโลธรกับคนที่เธอเดินชนอุทานและกล่าวขอโทษแทบจะพร้อมกัน แต่พอเห็นหน้าคู่กรณีว่าเป็นใคร ต่างฝ่ายต่างก็ร้องเรียกกันด้วยความประหลาดใจ

“ยัยอ้อม/ยัยเอม” ส่วนอีกสองสาวที่ตามมาด้วย ก็ร้องออกมาด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กัน

“พี่ไอซ์/ไอ้เด็กเปรต” แต่คำที่รุ่นพี่สาวใช้เรียกชลธิดาเนี่ยสิ ทำเอาคนตัวสูงหน้าเงิบเบย

“นี่แกสองคนมาเดทกันเหรอ” ชโลธรเปิดฉากถามทันทีเมื่อหายจากอาการอึ้งกันแล้ว

“เออ....ว่าแต่แกเหอะไปไงมาไงว่ะ ถึงได้มาเดินกับพี่ไอซ์ได้เนี่ย” ชลธิดาตอบ ก่อนจะจับอีกคนไปกระซิบถามพลางเหลียวมองกลับไปยังผู้ที่ถูกกล่าวถึงด้วยสายตาหวาดๆ

“เรื่องมันยาวว่ะ เอาไว้วันหลังค่อยตอบล่ะกัน ตอนนี้ฉันรีบจริงๆ ขอตัวก่อนนะ” ชโลธรบอกก่อนจะหันไปคว้ามือนุ่มของรุ่นพี่สาวมากุมไว้

“เออๆ เราเองก็ไปกันต่อเถอะเอม” ชลธิดาเองก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรต่อเพราะเธอเองก็มีธุระที่จะต้องทำเช่นกัน จึงรีบคว้ามือคนตัวเล็กเดินไปยังร้านที่เป้าหมายหายเข้าไปอย่างเร่งด่วน
แต่ทั้งสองคณะก็ต้องมาหยุดชะงักที่หน้าร้านซี๊ดเวอร์ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงได้มาที่เดียวกัน

“พวกแกมาร้านนี้ทำไมว่ะ”  คนเจ้าเล่ห์ถาม

“พวกฉันตามไอ้หนึ่งมา”  คนตัวสูงตอบ

“เฮ้ย ฉันก็ตามอิหนึ่งมาเหมือนกัน” ชโลธรบอก ใบหน้าสวยคมมีอาการตื่นเต้นนิดๆ

“แสดงว่า...แกเองก็สงสัยเหมือนกันใช่ป่ะ” ชลธิดาสบตาเพื่อน

“เออสิ แต่ตอนนี้รีบเข้าไปข้างในก่อนเหอะ” ชโลธรพยักหน้า ก่อนจะบอกให้ผู้ร่วมขบวนการนักสืบ (เฉพาะกิจ) ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเข้าไปในร้านได้แล้ว

“อืม” ชลธิดาพยักหน้ารับ แล้วทั้งสองคู่ก็จับจูงมือคนของตัวเองเดินเข้าไปในร้าน

“ยินดีต้อนรับค๊าา/คร้าบ” เสียงของบรรดาพนักงานหนุ่มสาวประสานเสียงกล่าวต้อนรับลูกค้าที่มาใหม่ทั้งสี่ ก่อนที่จะมีหน่วยกล้าตายเดินตรงเข้ามาฉีกยิ้มกว้างแล้วถามด้วยคำถามที่ถูกป้อนโปรแกรมมาอย่างดีว่า

“กี่ที่คะ” ให้หนึ่งในสี่ผู้มาใหม่ตอบกลับไปว่า

“สี่ที่ค่ะ” แล้วพนักงานสาวก็เดินนำขบวนไปยังโต๊ะนั่งข้างในร้าน

ระหว่างที่เดินตามพนักงานสาวไป ทั้งสี่คนก็คอยสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมายไปด้วย เดินตามกันไปไม่นานเรดาร์ของชโลธรก็จับตำแหน่งของบุคคลทั้งสองพบ ซึ่งอยู่อีกฝั่งของสลัดบาร์ไม่ไกลจากตรงที่พวกเธอยืนอยู่มากนัก

“ไอ้เดียร์ อิหนึ่งอยู่นู้น” ชโลธรบอกเพื่อน ทั้งสี่คนจึงหันไปตามที่ชโลธรชี้ให้ดู จังหวะพอดีกับที่หนึ่งฤทัยกำลังหันหน้ามาทางที่พวกเธอทั้งสี่คนยืนอยู่

“เฮ้ย!” ทั้งสี่คนอุทานแทบจะพร้อมกัน พร้อมทั้งรีบย่อตัวหลบสายตาของหนึ่งฤทัยที่กำลังมองมาทางนี้

“แกว่าไอ้หนึ่งมันจะเห็นพวกเรารึเปล่าว่ะ” ชลธิดาถามสีหน้าออกจะวิตกจริตนิดๆ

“ไม่แน่ใจว่ะ” ชโลธรตอบ หัวใจเธอยังเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะความตกใจอยู่เลย

“แต่ฉันว่าไม่น่าจะทันเห็นนะ” ไอรดาบอกแต่กลับทำหน้าเหมือนไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ให้คนหน้าสวยสับสนว่าตกลงเจ๊แกจะเห็นหรือไม่เห็นกันแน่

“เอมก็ว่าไม่น่าจะเห็น เพราะถ้าเห็นมันคงเดินมาหาเราแล้วแหละ”

ในขณะที่ลูกค้าทั้งสี่กำลังสุ่มหัวเรื่องเห็นไม่เห็นกันอยู่ ทางด้านบริกรสาวที่เดินนำลูกค้ามายังโต๊ะอาหารบริเวณด้านในนั้น...

“เชิญนั่งโต๊ะนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวหันมาบอกกับคุณลูกค้าด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่า......

“อ่ะ อ้าว หะ หาย หายไปไหน แว๊ดด ลูกค้าฉันหายไปไหนเนี่ย” พนักงานสาวหน้าตาตื่นตกใจ เธอทำลูกค้าหล่นหายกลางทางหรือนี่ ตายๆ เป็นถึงผู้จัดการสาขาแต่ดันทำงานผิดพลาดแบบนี้ รู้ถึงไหนได้อายถึงนั้นแน่ๆ ไม่ได้ๆ ต้องรีบกลับไปเก็บมาโดยด่วน คุณลูกค้าขาหล่นอยู่ที่ไหนกันค๊า

พนักงานสาวเดินกลับมายังทิศทางเดิมที่เธอเดินนำลูกค้ามาในตอนแรก ไม่นานก็เจอะลูกค้าทั้งสี่ที่เธอทำหล่นหายกลางทางกำลังนั่งล้อมวงอยู่ตรงทางเดินติดกับโต๊ะตัวที่ว่างอยู่ ต๊ายยยมานั่งสุ่มหัวประชุมเพลิงกันอยู่ตรงนี่นี้เอง ว่าแต่กำลังเผาใครกันอยู่เหรอคะ ขอแจมด้วยคนได้ม่ะ

“เอ่อ... คุณลูกค้าคะ” พนักงานสาวตัดสินใจร้องเรียกเพื่อดึงความสนใจจากเด็กสาวทั้งสี่ ทั้งที่เธอยืนค้ำหัวมาสักพักแล้ว แต่คุณลูกค้าก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะปรายตามองเธอกันเลยสักคนเดียว นี่เห็นเป็นหัวหลักหัวตอหรือย่างไรถึงได้ไม่สนใจกันขนาดนี้ แต่แล้วหนึ่งในนั้นก็หันหน้ามามองหน้าเธอให้ได้ชื้นใจ ในที่สุดก็มีคนเห็นความสำคัญของเธอแล้ว

“ขอชุดคอมบิเนชั่น ซูพรีมซี่โครงหมูบาร์บีคิวกับไก่ย่างสไปซี่หนึ่งที่ค่ะ” ชลธิดาบอกเสร็จก็หันกลับไปสุ่มหัวต่อ ไม่ได้ใส่ใจกับคนที่ยืนทำหน้าเหว่อเพราะจู่ๆ ก็ได้รับรายการอาหารอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ไก่ย่างเซาท์เวสต์ค่ะ” นุชนารถเงยหน้ามามั่ง สั่งเสร็จแล้วก็หันกลับไปสุ่มหัวต่อทำเหมือนกับที่ไอ้คนแรกทำเป๊ะเลย ทำให้คนเหว่อๆ หนักเข้าไปอีกดีนะที่มือยังทำหน้าที่ของมันได้อยู่ไม่ได้เอ๋อไปกับเจ้าของด้วย

“สเต็กปลาแซลมอนจานร้อน” คราวนี้เป็นไอรดาสั่งอาหารมั่ง แต่ไม่ได้หันหน้ามาสั่งเหมือนกับสองคนแรก เพราะร่างบางเอาแต่ชะเง้อเป็นกระหรี่ยงคอยาวแอบมองเป้าหมายอย่างจดจ่อ

“เฟรนซ์คัท พอร์คช้อปค่ะ ส่วนน้ำขอเป็นน้ำเปล่านะคะ” ชโลธรหันมาบอกปิดท้ายพร้อมกับสั่งเครื่องดื่มเสร็จสรรพ ให้พนักงานสาวรีบบันทึกรายการอาหารทันทีตามสัญชาตญาณอันว่องไวของนักบริการชั้นเยี่ยม ก่อนจะชะงักไปเพราะคุณลูกค้าของเธอยังไม่มีโต๊ะให้นั่งสถิตเป็นหลักแหล่งกันเลยนี่นา ง่า~จะนั่งสุ่มหัวกันอยู่ตรงนี้อีกนานไหมคะน้อง

“คุณลูกค้าคะ ดิฉันว่าพวกคุณไปนั่งสบายๆ กันที่โต๊ะทางด้านนู้นก่อนดีกว่าไหมคะ” พนักงานสาวเอ่ยอย่างสุภาพเพื่อให้สาวๆ ลุกไปหาที่นั่งให้เป็นที่เป็นทางกันเสียที แต่สาวน้อยตาตี่กลับหันหน้ามาแล้วถามแกมร้องขอกับเธอว่า

“พี่คะ พวกเราขอนั่งโต๊ะนี้ได้ไหมคะ”

“ส่วนนี้เรายังไม่เปิดให้บริการค่ะ ต้องขอโทษในความไม่สะดวกนะคะ ยังไงเชิญไปนั่งบริเวณนู้นกันก่อนนะคะ” พนักงานสาวตอบและปฏิเสธอย่างสุภาพตามที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

“พี่คะ พวกเราขอนั่งที่นี่เถอะนะคะ พอดีว่าตรงที่พี่จะให้พวกเราไปนั่งมีคนที่เคยข่มขู่ไถ่เงินพวกเรานั่งอยู่ก่อนแล้ว หนูกลัวว่าถ้าเกิดเขาเห็นพวกเราเข้าเดี๋ยวเขาจะมาหาเรื่องและไถ่เงินพวกเราอีก หนูกลัวจังเลยค่ะ อีกอย่างหนูเองก็ไม่อยากให้พวกพี่ๆ และคนอื่นๆ ในร้านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย นะคะ ได้โปรดให้พวกเรานั่งโต๊ะนี่เถอะนะคะ” ชโลธรกล่าวกับพนักงานสาวเสียงอ่อน สีหน้าเศร้าหมองดวงตาอัลมอนด์เริ่มคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ร้องขอความเห็นใจพลางบอกเล่าถึงความจำเป็นที่ด้นเองกันสดๆ ทำเอาพ้องเพื่อนกับสาวรุ่นพี่ตาโตนั่งอึ้งกันเป็นทิวแถว ส่วนพนักงานสาวพอได้ฟังก็ใจอ่อนยวบ โธ่ๆ คุณน้องขา ดูพูดเข้าสิหน้าตาน่าสงสารขนาดนี้ใครจะกล้าใจร้ายขัดความประสงค์ของน้องได้ลงคอล่ะคะ

“ถ้าอย่างนั้นพวกน้องๆ ก็นั่งตรงนี้เถอะค่ะ แล้วไม่ต้องกลัวนะคะ เดี๋ยวพี่จะจัดคนมาคอยดูแลพวกน้องๆ ให้เอง” พนักงานสาวบอกก่อนจะกวักมือเรียกลูกน้องหญิงสาวอีกคนให้เดินมาหา

“ขอบคุณมากนะคะคุณพี่นอกจากสวยแล้วยังใจดีอีกด้วย” ชโลธรส่งยิ้มอ่อนหวาน(อิอิ เสร็จโจร)พลางกระพุ่มมือไหว้อย่างสวยงามสมกับตำแหน่งเด็กมารยาทงามประจำโรงเรียน พออีกสามคนเห็นอย่างนั้นก็ยกมือไหว้เช่นเดียวกัน ให้พนักงานสาวที่โดนชมจนตัวแทบลอยรับไหว้เด็กทั้งสี่ด้วยความชื่นชมแกมเอ็นดู

พอบริกรหญิงอีกคนเดินมาถึง พนักงานสาวคนแรกก็เข้าไปพูดคุยด้วย สักพักบริกรหญิงที่มาใหม่ก็เข้ามาจัดโต๊ะและวางเมนูทิ้งไว้ให้เผื่อลูกค้ากลุ่มนี้จะสั่งอะไรเพิ่มเติมอีกนอกจากรายการอาหารที่ได้สั่งไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมกับพูดคุยกับเด็กสาวทั้งสี่คนอย่างเป็นกันเอง ว่าเธอจะเป็นคนมาคอยบริการให้เองหากขาดเหลือหรือมีอะไรก็ให้เรียกได้เลย เด็กๆ รีบกล่าวขอบคุณ บริกรหญิงใจดีก็ยิ้มตอบก่อนจะเดินไปหลบมุมคอยดูแลเด็กสาวอยู่ห่างๆ

พอบริกรใจดีเดินจากไปแล้ว ชลธิดาก็แอบส่งซิกขอตีมือกับชโลธรทางด้านหลังก่อนจะแยกย้ายกันไปนั่งประกบคู่ของตนเองต่อไป

“เนียนมากเลยแกขอบอก” นุชนารถยกนิ้วให้เพื่อนสาวเจ้าบทบาททันทีที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว

“สมกับเป็นน้องสาวของสิรินทิพย์ นางเอกเจ้าน้ำตาอันอับหนึ่งของช่องน้อยสีเลยเน๊อะ” ชลธิดาเองก็อดที่จะชื่นชมความสามารถของเพื่อนไม่ได้เหมือนกัน แต่ประโยคดังกล่าวทำให้ไอรดาที่กำลังมองคนเจ้าเล่ห์หูผึ่งหันขวับกลับมาถามชลธิดาว่าเรื่องที่พูดเป็นความจริงหรือไม่

“หื้มมม ยัยนี่เป็นน้องของสิรินทิพย์เหรอ”

“ใช่ค่ะ น้องแท้ๆ คลานตามกันมาเลยนะพี่ แถมไอ้อ้อมมันยังเคยเล่นละครมาก่อนด้วยนะคะ เรื่องอะไรน้า...” ชลธิดาบอกด้วยน้ำเสียงชวนตื่นเต้นก่อนจะทำท่านึก

“เรื่องพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกไง” นุชนารถรีบบอก

“ใช่ๆ เรื่องพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ไอ้อ้อมมันเล่นเป็นดาวพระศุกร์ตอนเด็ก ในเรื่องมันโดนแม่บุญธรรมตบตีร้องไห้ตลอดน่าสงสารมากเลยนะพี่ ทำเอาคนดูร้องไห้ตามกันทั้งประเทศเลย” ชลธิดาบอกตามที่ได้รับรู้มาจากปากมารดาของชโลธรที่เล่าให้พวกเธอฟังเกี่ยวกับเรื่องราวในวัยเด็กเมื่อครั้งที่พวกเธอยกโขย่งกันไปนอนค้างบ้านของชโลธรตอน ม.1

ชโลธรยิ้มขำกับท่าทางของเพื่อนสนิทที่เล่าซะอย่างกับตาเห็น ตอนนั้นเธอเองยังเป็นเด็กประถมอยู่เลยจำเนื้อเรื่องแทบไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าแสดงอะไรไปบ้าง ดีที่มารดาของเธอเก็บแผ่นซีดีละครเรื่องนั้นไว้ เธอจึงมีโอกาสได้เห็นตัวเองในยามที่โลดแล่นอยู่ในจอแก้วอีกครั้งหลังจากละครเรื่องนั้นจบลงไปนานนับปี

“แล้วพี่ไอซ์ล่ะคะ ไม่คิดจะชมอ้อมบ้างเหรอ” ชโลธรหันไปถามคนข้างๆ ที่เอาแต่นั่งอึ้งกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งจะได้รับมา ให้ไอรดาตอบกลับมาทันทีที่เห็นใบหน้ากวนๆ ของคนเจ้าเล่ห์ว่า

“แหลได้โล่!” แต่แทนที่ชโลธรจะโกรธกลับหัวเราะชอบใจกับคำตอบซะงั้น เพราะคนสวยเริ่มจะชินกับถ้อยคำผรุสวาจาของเจ๊แกแล้วล่ะ ออกจะชอบซะด้วยนะ โรคจิตไปแล้วใช่มั้ย!

“ก็ถ้าอ้อมไม่แหล แล้วพวกเราจะได้นั่งที่ตรงนี่ไหมคะ” ชโลธรถามยิ้มๆ ให้อีกคนตอบกลับด้วยความหมั่นไส้เสียเต็มประดาว่า

“ย่ะ” แต่ในใจคิดว่าถ้ากลับถึงบ้านเมื่อไหร่จะลองไปเสิร์ชหาละครเรื่องนี้ในเน็ตมาดูบ้าง เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าเวลาร้องไห้หน้าตาคนกวนประสาทจะเป็นแบบไหน

“เดียร์ๆ สองคนนั้นกำลังจะเดินมาทางนี้แล้ว!” นุชนารถเขย่าแขนบอกเมื่อเหลือบไปเห็นเป้าหมายกำลังเคลื่อนที่มายังสลัดบาร์ฝั่งที่พวกเธอกำลังนั่งสังเกตการณ์กันแล้ว

“เฮ้ย! หลบเร็วๆ” ร่างสูงร้องสั่งให้ทุกคนรีบหลบโดยไว

“แล้วจะให้หลบไปทางไหนล่ะ” ไอรดาหันรีหันขวางตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปหลบตรงไหน ก็ในเมื่อตรงนี้มันไม่มีที่ให้หลบเลยนี่หรือจะให้เธอลงไปมุดอยู่ใต้โต๊ะกันห๊ะ!

“จะหลบทำไมเล่า หยิบเมนูขึ้นมาบังหน้าไว้สิว่ะ” ชโลธรบอกไม่ได้ตกใจไปกับพวกขี้ตื่นเลยสักนิด

“จะบ้าเหรอแก เมนูมันมีแค่สองเล่มเนี่ย” ชลธิดาว่าพลางชูเมนูขึ้นมา

“แต่พวกเรามีกันตั้งสี่คน” นุชนารถรีบรับไม้ต่อ

“ก็แบ่งกันสิว้อยยย แบบนี้ไงไอ้โง่” ชโลธรว่าก่อนจะคว้าเมนูในมือเพื่อนสาวตัวสูงมาเล่มหนึ่งแล้วกางมันออก จากนั้นก็รั้งคอไอรดาให้เข้าหลบอยู่ในเมนูเล่มเดียวกัน ชลธิดาเห็นแบบนั้นก็รีบหันไปทำกับนุชนารถบ้าง

คนสี่คนที่จับคู่สุ่มหัวกันอยู่ในเมนูสองเล่มต่างก็ลอบมองเป้าหมายที่กำลังเดินเลือกตักผักสดนานาชนิดใส่จานให้กันอย่างกระหนุงกระหนิง และยิ่งเป้าหมายเดินเข้ามาใกล้บริเวณที่สายลับทั้งสี่นั่งกันอยู่มากเท่าไร ทั้งสี่คนก็ยิ่งขยับกายเบียดเข้าหาคู่ของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

“ชักจะเข้ามาใกล้มากเกินไปแล้วนะ ถอยไปห่างๆ เลยไป๊!” ไอรดาว่าพลางเอานิ้วดันหน้าผากอีกคนให้ถอยไปห่างๆ หน้าตัวเอง

“พี่ก็ เห็นๆ กันอยู่ว่าเมนูมันเล่มแค่เนี๊ยยยย มันก็ต้องมีเบียดกันบ้างสิ แต่ถ้าพี่ไม่อยากโดนเบียดมากนักก็เชิญเอาหนังหน้าของพี่ออกไปให้สองคนนั้นดูเลยดิ” ชโลธรบอกอย่างไม่สบอารมณ์พลางแกล้งเบียดหน้าเข้าไปใกล้อีกคนมากกว่าเดิม ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกนะ แต่ตอนเนี่ยคิดแร่ะ

“โอ้ยยย นี่ถ้าจะใกล้ชิดติดจอกันมากขนาดนี้ทำไมหล่อนไม่เข้ามาสิงร่างฉันไปเลยล่ะยะ” ไอรดาประชดอีกคนจนหน้าขึ้นสี ไม่รู้ว่ายัยหน้าสวยจะเข้ามาเบียดกันทำไมนักหนา รู้หรอกน่ะว่าไม่อยากให้สองคนนั้นเห็น แต่ไม่เห็นต้องยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนี้เลยนี่หวั่นไหวเป็นเหมือนกันนะเว้ยยยยยยย

“อ้อมน่ะไม่ได้อยากสิงพี่หรอก....” ชโลธรมองไอรดาด้วยแววตาซุกซน และยิ่งได้เห็นจอมเหวี่ยงออกอาการหน้าแดงความอยากแกล้งก็มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ

“.....แต่อยากทำอย่างอื่นมากกว่า ฮิฮิ” ชโลธรกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูคนกระพริบตาถี่ ก่อนจะกอดรัดคอแล้วนำแก้มนวลเข้าประชิดติดกับแก้มแดงๆ ของเจ๊แกไปซะเลย  ฮ่าๆ สะใจ นุ่มด้วย คุ้มจริงๆ ว่ะ ฮี่ๆ

ในขณะที่สงครามดันแก้มด้านนี้กำลังดุเดือด อีกฝากของฝั่งโต๊ะกลับเงียบฉี่มาได้สักพักแล้ว

“เดียร์~”  นุชนารถเรียกชื่อคนที่เอาแต่อมยิ้มมองหน้าเธออยู่นานแล้วเสียงอ่อน เพราะชักจะทนกับสายตาวิบวับที่อีกคนส่งมาให้ไม่ไหว เขินจนไม่รู้จะเขินยังไงแล้วนะเนี่ย เดี๋ยวก็จับจูบแก้เขินซะดีม่ะ!

“ขาาาาาาา” คนตัวสูงพอถูกเรียกชื่อก็ขานรับซะเสียงหวานเกินเหตุ ทำเอาคนฟังเขินหนักมากขึ้นไปอีก

“เดียร์อ่า~ ทำไมไม่มองสองคนนั้นบ้างล่ะ มัวแต่มองเอมเดี๋ยวสองคนนั้นหายไปไหนไม่รู้น้า~” แก้มสองข้างของนุชนารถแดงระเรื่อ มือไม้ข้างเดียวที่เหลือก็สาละวนอยู่กับการม้วนชายกระโปรงบิดเป็นเกลียวซะเสียวว่าผ้ามันจะขาดคามือน้อยๆ นั้น

“ก็เดียร์ไม่อยากมองสองคนนั้นแล้วนี่นา ไม่รู้เป็นอะไรอยากมองแต่คนนี้ แบบว่า น่าร็อคอ้า” ชลธิดาบอกพลางถือวิสาสะใช้มือข้างที่ว่างโอบสะเอวสาวตัวเล็กไปด้วยซะเลย จนคนขี้อายเผลอหยิกต้นขาเรียวยาวที่โผล่พ้นขอบประโปรงสียีนส์ของคนข้างๆ ไปหนึ่งดอกโทษฐานปากดีเหลือเกิน ทำเอาร่างสูงจากที่ยิ้มอยู่เปลี่ยนเป็นหน้านิ่วซี้ดปากเบาๆ ขยับขาหนีแทบจะทันที

“เจ็บนะเอม”

“สมควรจะโดน” คนตัวเล็กว่าหน้าระเรื่อ ให้คนตัวสูงหัวเราะคิกคักชอบใจก่อนจะเบียดกระแซะไหล่ใส่ร่างเล็ก

“เขินอ่ะดิ”

“เปล่าซะหน่อย” นุชนารถย่นจมูกใส่ก่อนจะทำเป็นหันหน้าหนีเพื่อแอบไปยิ้มให้กับมุมโต๊ะ

“แต่เดียร์ว่าเขิน มากด้วย” ชลธิดาทำยิ้มล้อเลียนเหมือนไม่เชื่อคำปฏิเสธของสาวเจ้า แหง๋ล่ะหน้าแดงซะขนาดนั้น จะให้คิดว่าร้อนรึไง แอร์เขาออกจะเย็นซะ

แต่ก่อนจะมีการต่อปากต่อคำจับผิดให้ได้อายหนักกันไปมากกว่านี้ ดีที่มีเสียงระฆังมาช่วยพักยกความหวานปนเขินเอาไว้ซะก่อน

“อาหารที่สั่งได้แล้วค่ะ”

ทั้งคู่ลดเมนูลงออกจากระดับสายตา จึงเห็นบริกรหญิงคนเดิมพร้อมกับอาหารน่าตาน่าทานทั้งสี่จานที่กำลังถูกเสริฟ์วางไว้ให้บนโต๊ะ หลังจากจัดแจงว่าเมนูไหนเป็นของใครแล้ว ชลธิดาจึงมองไปยังทิศทางที่เป้าหมายยืนอยู่เมื่อครู่แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ทั้งสองคนหายไปจากตรงนั้นแล้ว นึกโทษตัวเองที่มัวแต่สนใจคนข้างตัวแท้ๆ เชียวทำให้ลืมสองคนนั้นไปซะสนิทเลย แต่เพียงแวบเดียวคนตัวสูงก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบหันไปมองที่โต๊ะของเป้าหมายแทน แล้วอาการโล่งใจก็มาเยือนเมื่อเห็นคนทั้งคู่ป้อนอาหารกันไปมาโชว์หวานไม่แคร์สื่ออยู่ที่โต๊ะนั้นเอง

เฮ้อ~~~โล่งอกไปทีเป้าหมายยังไม่ไปไหน เกือบไปแล้วไหมล่ะ แต่พอหันกลับมาที่โต๊ะของตัวเองก็สบเข้ากับใบหน้าของเพื่อนสาวคนสวยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พอเห็นหน้าตาดูก็รู้ว่าอารมณ์ไม่ได้ต่างจากตัวเองเมื่อกี้นี้เลย ท่าทางจะมัวแต่สนใจอย่างอื่นเหมือนกันล่ะสิท่า 

“นี่ๆ ดูสองคนนั้นสิ มีป้อนอาหารให้กันด้วยล่ะ” ไอรดากระทุ้งศอกเบาๆ ไปที่สีข้างคนเจ้าเล่ห์โดยที่สายตายังคงมองบุคคลโต๊ะนู้นอยู่

“อืม เห็นแล้วล่ะ พี่ไอซ์ชิมนี่สิคะอร่อยดีนะ อะ อ้ามมม”  ชโลธรตอบโดยที่ไม่ได้หันไปดู แต่เธอกลับจิ้มเนื้อสเต๊กหมูชุ่มน้ำเกรวี่ที่หั่นไว้พอดีคำยื่นไปจ่อปากไอรดาที่กำลังสนอกสนใจพฤติกรรมของคนโต๊ะนู้นอยู่แทน

“อ้ามมม” งับ! ไอรดาเผลอรับเนื้อหมูเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างว่าง่าย เรียกรอยยิ้มพอใจจากคนข้างตัวได้ดี

“อร่อยไหมคะ”  ชโลธรถามยิ้มๆ

“อร่อยจ๊ะ” ไอรดาตอบรับด้วยน้ำเสียงทอดอ่อน นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่คุยกันมา ทำเอาคนเจ้าเล่ห์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยทีเดียว

“ถ้าอร่อยก็ทานอีกคำนะคะ อ้ามมม” ชโลธรได้ใจกับอาการเผลอๆ ของอีกฝ่ายเวลาไม่เหวี่ยงไม่วีนคนขี้โมโหของเธอน่ารักจะตายไป

“อ้า....อ่ะ!”  ไอรดากำลังจะอ้าปากรับ แต่หญิงสาวกลับเหลือบไปเห็นตาโตๆ ของสองหน่อที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้เธอหลุดจากอาการเผลอไผล และเพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นใบหน้าของเธอก็พลันแดงซ่านเมื่อนึกได้ว่าเผลอทำเรื่องน่าอายลงไปซะแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปเหวี่ยงกับตัวต้นเหตุด้วย

“ทะ ทำอะไรของเธอน่ะ!”

หว้า~~ เจ๊วีนคนเดิมกลับมาซะแร่ะ ชโลธรคิด ก่อนจะตอบคำถามอย่างใสซื่อ(หราๆ) ไม่สนใจอารมณ์ที่กำลังจะเหวี่ยงมา

“ก็ป้อนสเต็กให้พี่ไอซ์ไงคะ”

“รู้แล้ว! แต่ที่ฉันถามคือเธอจะมาป้อนฉันทำไม” ร่างบางว่าก่อนจะหันไปจิกตาใส่สองหน่อฝั่งตรงข้ามให้สะดุ้งกันเล่นๆ จะมองหาสวรรค์วิมานอะไรกันนักหนา มองขนาดนี้อายเป็นเหมือนกันนะเว้ย

“ก็เห็นพี่เอาแต่มองสองคนนั้นป้อนอาหารให้กัน อ้อมก็นึกว่าพี่อยากได้แบบนั้นมั่งนี่ เลยเซอร์วิสให้ยังไงล่ะคะ” ชโลธรตอบอย่างใจเย็น ดวงตาอัลมอลด์ยิ้มได้ส่องประกายแพรวพราวจนไอรดาต้องเชิดหน้าหลบ

“ฉันก็มองไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้อยากให้ใครมาป้อนสักหน่อย ชิส์!” ไม่ต้องมาส่งสายตาเจ้าชู้ใส่เลยนะ ไม่หลงกลง่ายๆ หรอก

“แต่อ้อมอยากป้อนนี่ค่ะ มาม๊ะพี่ไอซ์คนดี๊คนดี ทานสเต๊กนี่หน่อยนะคะๆ” แต่ชโลธรยังคงแหย่อีกฝ่ายไม่เลิก รู้สึกได้กับความสุขเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น หรือพวก temporary love อย่างเธอจะเปลี่ยนเป็น true love ได้จริงๆ

“ไม่!!” ไอรดาปฏิเสธเสียงแข็งแล้วจิ้มสเต็กปลาแซลมอนของตัวเองเข้าปาก และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันไปมองคนข้างๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะยังคงแกล้งเย้าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธออยู่เรื่อยๆ ก็ตาม

“เดียร์ เอมว่าตกใจกับคู่นู้นแล้วนะ แต่คู่นี้ทำเอมตกใจมากกว่าอีก” นุชนารถค่อยโน้มตัวลงมากระซิบกับคนตัวสูงอย่างไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตนัก เพราะเกรงว่าถ้าสาวรุ่นพี่รู้ตัวว่าแอบพูดถึงหล่อนพวกเธอคงจะได้รับสายตาจิกกัดให้สะดุ้งอีกแน่ๆ

“นั่นสิ ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์นะ” ชลธิดามองดูชโลธรที่พยายามแหย่ไอรดาให้หันมาสนใจตัวเองแล้วก็นึกชอบใจ เหมาะกันจริงๆ เลยคู่นี้ คนหนึ่งก็ร้ายอีกคนก็เจ้าเล่ห์พอโคจรมาพบกันดูสนุกยิ่งกว่ามวยคู่เอกเสียอีก ทำเอาผู้ชมอย่างเธอพลอยลุ้นไปด้วยว่าใครจะเป็นฝ่ายสิ้นลายก่อน แต่จากที่สังเกตดูเหมือนคนเจ้าเล่ห์จะยอมอ่อนข้อให้อีกคนนิดๆ นะ

แต่พอหันไปดูอีกคู่จากที่ยิ้มแย้มก็พลันให้มีสีหน้ากลัดกลุ้มแทน นึกเสียใจว่าทำไมแฟนของรุ่นพี่คนสวยถึงได้เจ้าชู้นัก ทั้งๆ ที่มีแฟนที่ออกจะแสนดีขนาดนั้นอยู่แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังจะแอบมีคนอื่นอีก แถมคนๆ นั้นยังเป็นเพื่อนในกลุ่มของเธอซะด้วยสิ สาวร่างสูงเผลอถอดหายใจเสียยาวเหยียด หนึ่งฤทัยกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วทำไมถึงทำแบบนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่อาจรู้ได้ และเรื่องที่เธอไม่รู้เข้าไปใหญ่คือเธอควรจะทำยังไงกับความลับที่ได้รับรู้มาดี


////////////////////////////////////////////////////////////////






 
Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.