web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 880
Latest: Levitra5a
New This Month: 0
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1553
Total Topics: 886
Most Online Today: 10
Most Online Ever: 186
(14 มีนาคม 2020 เวลา 14:00:42 )
Users Online
Members: 0
Guests: 7
Total: 7

ผู้เขียน หัวข้อ: Lucky Loser Chapter 2  (อ่าน 1385 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nuffy

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
Lucky Loser Chapter 2
« เมื่อ: 23 มกราคม 2014 เวลา 08:51:11 »
Chapter 2

“สวัสดีค่ะ” พิมพรรณทักเมื่อเห็นหน้าปูน นักกายภาพบำบัดสาวที่ดูแลยายของเธอที่เดินออกมาจากห้องด้านหลังดังเช่นเมื่อวานนี้

“สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะคุณยาย” สาวหมวยยกมือไหว้บุคคลทั้งสอง “เชิญที่ห้องได้เลยนะคะ”

นักกายภาพสาวขอให้บุรุษพยาบาลเข็นรถของหญิงชราไปที่ห้องที่เตรียมเอาไว้แล้วก็หยิบชาร์ตคนไข้ขึ้นมาเขียนอันเป็นวิถีปฏิบัติของการรักษา แต่แล้วก็หยุดมือเมื่อรู้สึกถึงสายตาว่ามีคนมองเธออยู่  เมื่อหันไปมองข้างๆ ก็เห็นสาวตาคมมองมาที่เธอด้วยท่าทางเกรงใจ

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ปูนถาม

“เอ่อ... คือ อยากจะขอโทษแล้วก็ขอบคุณเรื่องเมื่อวานน่ะค่ะ... ขอบคุณที่ช่วยนะคะ”

สาวหมวยยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ”

ปูนหันกลับไปที่ชาร์ตคนไข้เหมือนเดิมแล้วนำบัตรไปเสียบที่หน้าห้อง เธอหันกลับมาหาญาติของคนไข้แบบงงๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนเฉยอยู่

“ไม่เข้า...” นักกายภาพสาวหยุดพูดเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของอีกฝ่ายดังขึ้น

พิมพรรณรับโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไปอย่างรวดเร็ว “ว่ายังไงคะเก๋... ค่ะ... ค่ะ... เดี๋ยวพิมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้เลยคะ บอกให้พวกเค้ารอก่อนนะ แล้วก็อย่าลืมเตือนว่าให้เตรียมงานให้พร้อม พิมจะเข้าไปฟังพรีเซ้นท์ ค่ะ... โอเคนะ เดี๋ยวพิมจะรีบเข้าไปค่ะ”

เมื่อวางหูโทรศัพท์บรรณาธิการสาวก็หันมายิ้มแหยๆ ให้กับปูน “ขอโทษนะคะ พอดีต้องรีบกลับไปเคลียร์งาน ถ้ายังไงรบกวนฝากดูคุณยายให้ด้วยนะคะ”

“ได้ค่ะ” สาวหมวยรับคำสั้นๆ

“งั้นก็ขอตัวนะคะ” พิมพรรณบอกลาอีกฝ่าย

แต่ก่อนที่จะหันหลังกลับไปยังประตูทางออก เสียงของปูนก็ทักขึ้นมาอีกครั้ง “เอ่อ... เดี๋ยวค่ะ”

“คะ”

“รอเดี๋ยวนะคะ” สาวหมวยเดินหายเข้าไปในห้องพักหนึ่งแล้วก็เดินออกมาพร้อมกับขวดชาเขียว

“อันนี้คงเป็นของคุณ” ปูนยื่นขวดชาเขียวให้กับสาวตาคมซึ่งอีกฝ่ายก็ทำคิ้วขมวดอย่างไม่เข้าใจ

“คือว่า... วันนี้ไปกดน้ำแล้วเจ้านี่ก็หล่นลงมาน่ะค่ะ กินคนเดียวคงไม่ไหว แต่พอจะจำได้ว่าวันก่อนคุณกดชาเขียวก็เลย...”

บรรณาธิการสาวยิ้มเมื่อฟังเหตุผลของอีกฝ่าย นี่แสดงว่าสาวหมวยคงจะโชคดีได้น้ำแถมมาอีกแล้วละสิ 

“แหม... โชคดีจังเลยนะคะ ท่าทางคงจะได้ฟรีมาทุกวันถึงเอามาแจกคนอื่นได้ แล้ว... คราวนี้ได้เงินมาด้วยหรือเปล่าล่ะคะ” อาจจะเป็นเพราะความหมั่นไส้ที่เห็นว่านักกายภาพสาวโชคดีบ่อยเกินไป เธอก็เลยแอบกัดเล็กๆ

“เอ่อ... วันนี้ไม่ได้เงินค่ะ ได้แต่น้ำฟรี ตกลงคุณจะเอามั้ยละคะ ถ้าไม่จะได้เก็บไว้กินเอง” ปูนตอบแล้วยิ้มมุมปากให้ เธอรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายกำลังพูดประชดยังไงชอบกล ทั้งๆ ที่เมื่อวานช่วยเอาไว้แท้ๆ ยังจะมาพูดแบบนี้อีก
‘เฮอะ ทีหลังไม่ให้แล้วดีกว่า ปากร้ายเหมือนกันนะเนี่ย’ สาวหมวยคิดในใจ

สายตาของทั้งสองจับจ้องกัน สาวตาคมรู้สึกว่ารอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจในคำพูดของเธออยู่ในที จริงๆ แล้วเธอเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะกัดสาวหมวยแต่ปากมันไวเลยพูดไปแบบนั้น แค่อยากจะแซวเล่นแต่ดูเหมือนจะทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าเคืองเสียได้

บรรณาธิการสาวยื่นมือไปรับขวดชาเขียวมาถือไว้โดยดี “งั้นก็ขอบคุณนะคะ ยังอุตส่าห์จำได้อีก”

นักกายภาพสาวยิ้มมุมปากเหมือนเดิมเมื่อเห็นอีกฝ่ายรับของไปจากมือ ก่อนจะพูดตัดบทเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะอ้าปากพูด “ขอตัวก่อนนะคะ ป่านนี้คุณยายคงจะรอแย่แล้ว”

“อ้ะ... เอ่อ... ขอบคุณนะคะ แล้วจะรีบกลับมารับคุณยายนะคะ”
 
“ค่ะ”

พิมพรรณยิ้มขณะที่กำลังเดินฝ่าความร้อนของอากาศไปที่รถเพื่อขับกลับออฟฟิศ “เห็นเฉยๆ แบบนี้ขี้งอนเหมือนกันนะเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง ตอนแรกเธอกะจะบอกว่าทีหลังไม่ต้องเอามาฝาก แต่ก็โดนตัดบทเสียได้ เฮ้อ ไม่พูดก็ได้สงสัยไม่ชอบพูดล้อเล่น

เหมือนพระเจ้าจะลงโทษที่สาวตาคมพูดกัดปูน เนื่องจากเมื่อเธอจะเปิดชาเขียวขึ้นดื่มเพื่อดับกระหายจากอากาศภายในลานจอดรถ ขวดน้ำเจ้ากรรมก็ดันลื่นหลุดมือแล้วหล่นลงไปบนพื้น ฝาขวดก็กระเด็นหายไปไหนไม่รู้ น้ำชาเขียวจึงกระฉอกหกลงเต็มพื้น

“ซวยแล้ว...” บรรณาธิการสาวอุทานด้วยคำพูดเดิมๆ ทุกครั้งที่เกิดโชคร้าย

พิมพรรณย่อตัวลงไปเก็บขวดขึ้นมาจากพื้น ยังคงมีน้ำเหลืออยู่ในขวดอยู่เกือบครึ่งแต่ด้วยความที่ขวดนั้นเปื้อนไปด้วยฝุ่นจากลานจอดรถจึงทำใจให้ดื่มมันไม่ได้ เธอมองพื้นที่ลานจอดรถด้านหน้าที่มีน้ำชาเขียวนองเต็มพื้นอย่างเซ็งๆ แล้วโยนขวดลงถังขยะ

“อุตส่าห์ได้ของฟรีมา อดกินเลย เฮ้อ” สาวตาคมเดินขึ้นรถแล้วขับออกไป

. . .
การประชุมของกองนิตยสาร Health Variety ดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากพวกเขาถูกผู้บริหารท้วงติงเกี่ยวกับผู้สนับสนุนที่ลงโฆษณาในนิตยสารไม่มากนัก แถมยังถูกถอนโฆษณาจากบริษัทผลิตอาหารเสริมรายใหญ่ไปอีกเมื่อฉบับที่แล้วโดยให้เหตุผลว่าบทความในนิตยสารบทหนึ่งนั้นเสนอเกี่ยวกับอันตรายจากอาหารเสริมจึงทำให้บริษัทของผู้ลงโฆษณานั้นไม่พอใจ

“ทางผู้บริหารเค้าท้วงมาบอกว่าให้เลือกบทความที่มันไม่ขัดกับผลประโยชน์ของสปอนเซอร์ อันที่จริงพิมก็ไม่เห็นด้วยหรอกนะที่จะต้องทำแบบนี้ แต่ทางนั้นเค้ายื่นคำขาดมาว่าให้ทางเราพิจารณาเรื่องนี้เป็นอันดับแรก” บรรณาธิการสาวพูดกับกองบรรณาธิการทั้งฝ่ายนักเขียนและฝ่ายศิลป์

สมาชิกทุกคนที่นั่งอยู่เงียบเพื่อรอฟังข้อมูลจากเจ้านายต่อไป

“เอาเป็นว่าเรื่องบทความ พิมจะพยายามช่วยดูและสกรีนให้มากขึ้นแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะต้องเลือกเรื่องมาเขียนนะคะเขียนให้เหมือนเดิมตามธีมของเล่มที่ให้ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องของฝ่ายศิลป์ทางผู้บริหารบอกมาว่าฉบับที่แล้วหน้าปกกับคอลัมน์ D.I.Y. มันรกไปหน่อย แล้วสีดูทึมไป ให้ปรับด้วย”

“รกไปเหรอ... ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าโล่งไป พอตอนนี้มาบอกว่ารกไป อะไรกันคะเนี่ย” ดา สไตลิสต์สุดเปรี้ยวบ่นขึ้นมา

“พิมก็พยายามบอกทางนั้นแล้ว แต่ก็ยังคอมเม้นท์มาแบบนี้ล่ะค่ะ” สาวตาคมพูดพลางปรามลูกน้องด้วยสายตา

“แล้วก็... เรื่องสปอนเซอร์ เค้าบอกมาว่าจะมาลงโฆษณากับเราอีกครั้งถ้าเราทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการกับเขียนบทความที่ส่งเสริมให้คนมากินอาหารเสริมเพิ่มมากขึ้น... ทุกคนมีความเห็นว่ายังไงคะ”

ต้น กะเทยนักเขียนพูดขึ้นมาอย่างเคืองๆ ว่า “ต้นว่ามันไม่ถูกนะคะ ฝ่ายเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ทำไมเราต้องขอโทษด้วย”

“ใช่ค่ะๆ อีกอย่างฉบับที่แล้วเราเขียนเรื่องเกี่ยวกับอันตรายจากอาหารเสริม แล้วยังจะให้เรามาเขียนแก้ว่าอาหารเสริมดีอย่างนั้นอย่างนี้อีกเหรอคะ แล้วคนอ่านจะว่ายังไงละคะ จะคิดว่าเราไม่มีจุดยืนหรือเปล่า” เปิ้ล สาวร่างอวบพูดขึ้นมาบ้าง

“เราไม่ลองหาสปอนเซอร์เจ้าอื่นบ้างเหรอคะ เจี๊ยบคิดว่าเค้าทำแบบนี้มันบีบพวกเราเกินไป” เจี๊ยบ ช่างภาพสาวห้าวเสนอในที่ประชุม

“แกก็รู้ไม่ใช่เหรอพวกข้างบนอ่ะเค้าสกรีนเยอะ เงินไม่หนาจริงก็มาลงโฆษณากับหนังสือในเครือไม่ได้หรอก” สไตลิสต์สาวเปรี้ยวพูดขึ้นมาบ้าง

“มิวเห็นด้วยกันพี่เจี๊ยบนะคะ บก. เราลองหาสปอนเซอร์เจ้าอื่นแทนที่จะเป็นเจ้านี้” มิว นักเขียนสาวร่างเล็กเห็นด้วยกับช่างภาพสาวห้าว

“ใครมีไอเดียว่าจะหาจากที่ไหนได้บ้างก็ลองเสนอมาก็แล้วกันนะคะ แล้วพิมจะลองเอาไปเสนอกับทางผู้บริหารเอง แต่ว่าตอนนี้อย่างที่บอกทางนั้นเค้าก็บีบเรามากพอดูยังดีที่ฉบับที่กำลังจะออกนี้กับฉบับหน้าผ่านไปได้ แต่ฉบับต่อๆ ไปพวกเราอาจจะไม่รอด” บรรณาธิการสาวพูด

หลังจากนั้นการประชุมก็เข้าสู่วาระของการเลือกบทความ ภาพ นางแบบ และธีมของคอลัมน์ต่างๆ ของฉบับหน้า ทุกคนยกมือเสนอความคิดเห็น กำหนดธีม กำหนดบางแบบ ฯลฯ จนกระทั่งเลขาสาวยกเครื่องดื่มเข้ามาให้ทุกคน
“พี่... พนันกันมั้ยว่า บก. จะทำแก้วตกหรือเปล่า” ตี้ หนุ่มแว่นฝ่ายศิลป์ที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะกระซิบกับหนุ่ม อาร์ทไดเร็คเตอร์เคราแพะที่นั่งอยู่ข้างๆ

“มึงนี่ใจคอคิดจะให้ บก. เค้าซวยตลอดไปหรือยังไงวะ กูพนันว่าไม่ตกแต่ทำหก... สองร้อย” หนุ่มเคราแพะกระซิบตอบ

“งั้นผมพนันว่า บก. ทำตก สองร้อยเหมือนกัน” หนุ่มแว่นตอบกลับ

“เฮ้ยๆๆ พวกมึงจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว” เกมส์ ช่างภาพหนุ่มใต้ที่นั่งถัดจากตี้พูด “กูว่า บก. ได้กินแต่ทำหกรดเสื้อ และขอเกทับพวกมึงเลยสามร้อย”

เก๋ เลขาสาว วางชาเย็นในแก้วพลาสติกทรงสูงไว้ตรงหน้าเจ้านาย หลังจากนั้นก็เดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับสมาชิกทุกคน สามหนุ่มจากฝ่ายศิลป์จ้องไปที่เจ้านายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมอย่างใจจดใจจ่อพลางคิดถึงสิ่งที่พวกเขาคาดว่าพิมพรรณจะพลาดท่าอะไรให้กับแก้วเครื่องดื่มที่อยู่ตรงหน้า

สาวตาคมเอื้อมมือไปหยิบแก้วชาเย็นขึ้นมาแล้วดูดน้ำสีส้มผ่านหลอดลงลำคอโดยที่ตนเองอ่านรายงานในแฟ้มไปด้วยอย่างใจเย็น อากัปกิริยาเช่นนี้ทำให้สามหนุ่มใจแป้วเพราะเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขาได้พนันกันเอาไว้

“อะไรวะ ทำไมวันนี้ได้กินล่ะ” หนุ่มใต้พูด สายตายังคงจับจ้องไปที่บรรณาธิการสาว

“นั่นดิพี่ ทุกทีถ้าไม่ทำตกก็ทำหก หรือไม่ก็ทำหกรดเสื้อตัวเอง ไม่ได้กินทุกที ทำไมวันนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้อ่ะ” ตี้พูดอย่างเสียดาย

หนุ่มส่ายหน้าแบบเซ็งๆ “วันนี้ได้กินแฮะ อดได้เงินเลยกู”

สามหนุ่มฝ่ายศิลป์บ่นกันอยู่พักหนึ่งก็ยกเครื่องดื่มของตนเองขึ้นมาดื่มบ้าง ตอนนี้พิมพรรณเดินเฉียดเข้าใกล้พวกเขาเพื่อมาเอาแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ท้ายโต๊ะ

“ว... ว้ายยยยยยย” สาวตาคมที่กำลังยกแฟ้มเอกสารพร้อมกองหนังสือขึ้นมาส่งเสียงร้องทำให้ทุกคนหันไปมองเธอเป็นตาเดียว

บรรณาธิการสาววางกองหนังสือซ้อนลงบนแฟ้มแรงเกินไปจนทำให้แฟ้มเอกสารหลุดออกจากที่ในอาการพุ่ง ซึ่งทำให้มันทะยานตรงดิ่งไปที่มือของสามหนุ่มฝ่ายศิลป์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ 

“เฮ้ยยยยยยยยยยย” เสียงของสามหนุ่มดังขึ้นด้วยความตกใจพร้อมๆ กับเจ้านายสาวที่หลับตาปี๋ด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

เมื่อทุกอย่างเงียบเสียงลง สภาพของสามหนุ่มก็ทำเอาสมาชิกทุกคนในห้องหัวเราะกันลั่น หนุ่มแว่นทำแก้วกาแฟเย็นหกรดเสื้อสีขาวของตัวเองรวมทั้งมีแฟ้มเอกสารกางวางอยู่บนหัว หนุ่มเคราแพะก็ทำแก้วชาเขียวเย็นหกรดเป้ากางเกงยีนส์แถมยังลงไปนั่งกองกับพื้นพร้อมกับกองหนังสือ โดยมีเก้าอี้ล้อเลื่อนนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างๆ ส่วนเกมส์นั้น ด้วยความที่ตกใจเขาจึงบีบแก้วกาแฟเย็นอย่างแรงจนกาแฟนั้นกระฉอกเต็มหน้า

“เอ่อ... พิม... พิมขอโทษ” ตัวต้นเหตุเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พูดขอโทษโดยทันที

“....................” สามหนุ่มนั่งเงียบแล้วไปมองหน้ากัน และหันไปมองหน้าเจ้านายแบบอึ้งๆ

“ไม่ต้องไปขอโทษพวกนี้หรอกค่ะ บก. สมน้ำหน้าดีกว่า” นักเขียนสาวอวบพูดพลางหัวเราะคิกคัก

“ทำไมละคะ” สาวตาคมทำหน้างง

“ก็พวกนี้เนี่ยกำลังพนันกันว่า บก. จะปัดแก้วตกบ้าง ทำหกบ้าง ทำน้ำรดตัวเองบ้าง ก็เลยมีสภาพเป็นแบบนี้ยังไงละคะ กรรมตามสนอง” นักเขียนสาวร่างเล็กอธิบาย

พิมพรรณหันไปมองสามหนุ่มฝ่ายศิลป์แบบงงๆ แล้วหันไปมองลูกน้องของตัวเองแบบอึ้งๆ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ขอโทษอีกทีก็แล้วกันค่ะ... แต่ว่า... ที่พนันกันแบบนั้นมันเพราะอะไรกัน”

“ก็อาจเป็นเพราะ บก. โชคร้ายมากไปมั้ยอ่ะคะ” เจน นักเขียนสาวเหนือพูดขึ้นมา

“โชคร้ายเหรอคะ” สาวตาคมทวนคำของลูกน้อง

“หรือจะเรียกว่าซวยก็ได้ค่ะ” กะเทยนักเขียนเสริม

“แรงไปแล้วแก” เปิ้ลท้วงเพื่อน

“เฮ้อ... มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ไม่รู้ว่าพิมซุ่มซ่ามเอง หรือว่าเป็นเพราะโชคร้ายหรือดวงซวยกันแน่ เลยทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย” บรรณาธิการสาวพูดแบบเซ็งๆ
 
“บก. เองก็ไม่ได้เป็นคนซุ่มซ่ามนะคะ จะว่าไป บก. เป็นคนระวังตัวพอสมควรด้วย” สไตลิสต์สาวแสดงความเห็น

“งั้นก็เป็นเรื่องของโชคกับดวง” ช่างภาพสาวห้าวว่า

“บก. เคยไปดูดวงที่ไหนมาบ้างมั้ยคะ” นักเขียนสาวร่างเล็กถาม

สาวตาคมส่ายหน้า “พิมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่หรอกค่ะ ยายเองก็เฉยๆ กับเรื่องนี้ด้วย ก็เคยดูเล่นๆ สมัยเรียน แต่ไม่ได้เชื่ออะไรเลย”

“แล้วหมอดูตอนนั้นเค้าว่าอะไรบ้างละคะ” มิวถามต่อ

“จำไม่ได้เลยค่ะว่าเค้าว่าอะไรบ้าง”

“งั้นต้นว่า บก. ลองไปดูดวงหน่อยมั้ยคะ” กะเทยนักเขียนเสนอ

“จะดีเหรอคะ” บรรณาธิการสาวถามแบบไม่เชื่อนัก

“ดีนะคะ เดี๋ยวต้นจะหาที่เค้าว่าดูแม่น เป๊ะๆ ให้ เผื่อว่า บก. อาจจะต้องมาทำสะเดาะเคราะห์ล้างซวย ปัดเป่าโชคร้ายให้หายไปจากชีวิตบ้าง” ต้นพูดต่อ “ใช่มะพวกแก” เขาหันไปถามเพื่อนๆ ในทีมซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้าแบบเห็นด้วย

“เอ่อ... เอางั้นเลยเหรอคะ” พิมพรรณพูดแบบอ้ำอึ้ง

“ดีสิคะ ยิ่งดูกับพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่นี่เค้าว่าแม่นนัก ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวต้นจัดให้” กะเทยนักเขียนพูดพลางขยิบตาแบบมั่นใจ

ตอนนี้บรรณาธิการสาวกำลังตกอยู่ในวงล้อมของลูกน้องที่สนับสนุนให้ไปดูดวง ทำบุญ สะเดาะเคราะห์เพื่อล้างซวยและปัดเป่าโชคร้ายให้หายไป คิ้วของเธอขมวดนิ่ง เธอไม่เคยเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ และไม่คิดว่าการสะเดาะเคราะห์จะช่วยอะไรเธอได้ เพราะเธอยึดมั่นในการกระทำของตัวเองมาตลอดเท่านั้นเอง

“ไม่ลองก็ไม่รู้นะคะ บก.” ดาพูดขึ้นพลางตรวจดูผมแตกปลาย นี่ถ้ามีกรรไกรอยู่ในมือก็คงจะเอาขึ้นมาเล็มตัด แต่ติดว่ากำลังประชุมอยู่เลยทำแบบนั้นไม่ได้

“เหรอคะ”

“เอาเลยครับ พวกผมเห็นด้วย” สาวหนุ่มฝ่ายศิลป์พูดพร้อมกัน

“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” พิมพรรณพูดเสียงอ่อย ‘เฮ้อ... คงต้องลองดูหน่อยเหมือนกัน เผื่อจะช่วยได้’ เธอคิดในใจ

บรรณาธิการสาวเดินกลับไปนั่งที่หัวโต๊ะ ปล่อยให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยปรามสมาชิกในทีมเพื่อให้ตั้งใจกับการประชุมต่อไป

. . .

“เสร็จแล้วนะคะ เชิญคุณยายที่ฝ่ายการเงินได้เลยนะคะ” ปูนพูดพลางพยุงหญิงชราลงจากเตียง

“จ้ะ วันนี้ขายายเป็นยังไงบ้างละลูก” ยายนิพูดพลางขยับตัวบนรถเข็น

“อาการยังคงเหมือนเดิมค่ะ แหม เพิ่งจะทำกายภาพฯ ได้แค่วันเดียวจะให้หายวันนี้พรุ่งนี้เลยปูนคงกลายเป็นหมอเทวดาไปแล้วล่ะค่ะ” นักกายภาพสาวพูดพลางกดปุ่มเรียกผู้ช่วย

“ก็คนมันเคยเดินเหินอะไรได้คล่องไม่ต้องมาโขยกเขยกแบบนี้นี่จ้ะ จะทำอะไรก็ช้าไปหมด มันไม่ทันใจคนแก่”

“แบบนี้แถวบ้านปูนเรียกว่าไม่ทันใจวัยรุ่นมากกว่าค่ะ” สาวหมวยพูดพลางยิ้ม “พรุ่งนี้พบกันนะคะ” เธอบอกพลางยกมือไหว้เมื่อบุรุษพยาบาลเข้ามาในห้องแล้ว

“จ้า” หญิงชรารับไหว้แล้วออกจากห้องไป

เมื่อยายนิออกไปจากแผนกแล้ว ปูนก็ลงมือเก็บของในห้องทำกายภาพ บางส่วนต้องนำไปฆ่าเชื้อ บางส่วนต้องนำไปทิ้ง และบางส่วนต้องนำไปเก็บเข้าที่ หลังจากนั้นเธอก็เดินกลับเข้าห้องพักเพื่อเขียนรายงานการรักษาคนไข้ สาวหมวยมองตารางงานของเธออีกครั้งบนกระดาษ อีกครึ่งชั่วโมงคนไข้อีกคนหนึ่งที่เธอรับผิดชอบก็จะมาทำการรักษา เมื่อเขียนรายงานเสร็จและเวลายังมีเหลือ เธอจึงเดินออกจากแผนกเพื่อไปห้องน้ำ

ขณะที่กำลังเดินไปทำธุระส่วนตัวนั้นปูนก็เดินผ่านตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติอีกครั้ง เธอปลายหางตามองที่ตู้พลางนึกถึงสาวตาคม ญาติของคนไข้ที่เธอเพิ่งจะทำกายภาพบำบัดเมื่อเกือบ 20 นาทีที่ผ่านมา เธอรู้สึกเคืองโดยไม่รู้สาเหตุเมื่อถูกพิมพรรณกัดเรื่องของแถมและเงินแถม ทั้งๆ ที่อุตส่าห์หวังดี นานๆ จะใจดีแบบนี้ เธอตั้งข้อสังเกตที่ตัวเองอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้อาจจะเป็นเพราะใกล้ช่วงเวลาที่ประจำเดือนจะมาแล้วก็ได้ ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดไปแบบนั้น แย่ๆๆๆ ไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลย

“สงสัยคงต้องไปขอโทษแล้วละสิเรา” สาวหมวยพูดพึมพำกับตัวเองอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็เดินออกไปที่แผนกเพื่อทำงานอีกครั้ง

หนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมางานของปูนในวันนี้ก็หมดลง นักกายภาพสาวมองเวลาที่นาฬิกาแขวนบนผนังบ่งบอกเวลา 17.40 น. เหลือเวลาอีก 20 นาทีกว่าจะได้เวลาตอกบัตร เธอจึงเดินออกจากห้องพักเพราะเบื่อกับบรรยากาศเดิมๆ ที่เธออยู่ในนี้สลับกับห้องทำกายภาพฯ แทบจะทั้งวัน สาวหมวยเดินลากเท้าเฉื่อยๆ อันเป็นสไตล์ของตัวเองไปตามทางเดินของโรงพยาบาลแบบไม่เร่งรีบจนกระทั่งเธอเดินไปถึงเคาน์เตอร์ฝ่ายการเงิน ปูนรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นยายนิยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้รถเข็น

“คุณยายยังไม่กลับอีกเหรอคะ” นักกายภาพสาวเดินเข้าไปทัก

“ยังเลยลูก พิมเค้ายังไม่เสร็จงาน”

“อ้าว... แล้วทำไมคุณยายไม่กลับแท็กซี่ละคะ เดี๋ยวปูนไปเรียกให้”

“ยายไม่ได้เอากุญแจบ้านมาน่ะ แถมกระปงกระเป๋าอะไรก็อยู่ในรถของพิมหมดเลย”

“แล้วนี่โทรบอกคุณพิมเค้าหรือยังละคะ”

“โทรไปแล้วจ้ะ พิมเค้าบอกว่าขอเวลาอีกสักนิดนึง พอดียังประชุมไม่เสร็จ ยายก็เลยนั่งรออยู่นี่ไง”

“แล้วคุณพิมเค้าบอกมั้ยคะว่าจะเสร็จเมื่อไหร่”

“ไม่ได้บอกจ้ะ แต่บอกว่าจะเร่งให้เร็วที่สุด”

“งั้นปูนนั่งรอเป็นเพื่อนคุณยายก็แล้วกันนะคะ” สาวหมวยพูดพลางหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ

“ไม่ต้องหรอกลูก ยายอยู่คนเดียวได้ เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ก็เอาหนังสือมาให้ยายอ่าน เดี๋ยวก็เอาน้ำมาให้กิน ยายเกรงใจ กลับหนูปูนจะโดยเจ้านายว่าเอา”

ปูนยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะคุณยาย งานปูนเสร็จหมดแล้วค่ะ อีกเดี๋ยวก็จะกลับบ้านได้ อยู่ที่แผนกก็ไม่รู้จะทำอะไร นั่งคุยเป็นเพื่อนคุณยายดีกว่าค่ะ”

หญิงชรายิ้มตอบ “คุยกับคนแก่จะไปสนุกอะไร แต่ก็ขอบใจมากนะลูก”

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มเปิดประเด็นคุยกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัพเพเหระ เรื่องข่าว เรื่องละคร เรื่องรายการทีวี ไปๆ มาๆ ก็วกเข้าเรื่องของสาวตาคม และนั่นก็ทำให้นักกายภาพสาวรู้ว่าพิมพรรณนั้นเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุขภาพที่ญาติของเธออ่านบ่อยๆ นี่เอง แต่ที่ไม่คุ้นชื่อเป็นเพราะเธอไม่เคยอ่านว่านิตยสารเล่มนั้นใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นคนเขียน ใครเป็นช่างภาพ หรือใครเป็นผู้ดูแล เนื่องจากไม่ค่อยเห็นความจำเป็นเท่าไหร่นัก ยายนิบอกกับเธอว่าสาวตาคมเป็นคนที่ทุ่มเทกับงานมาก จนถึงขั้นเรียกได้ว่าบ้างาน

“นี่ถ้าไม่ติดว่ามียายอยู่กับมีตาภัทรอยู่นะ ป่านนี้พิมก็คงกินอยู่ที่ออฟฟิศแทนอยู่บ้าน คุย เที่ยวกับกองหนังสือแทนที่จะคุยเล่นกับแฟนก็ได้มั้ง” หญิงชราพูด

“คนชื่อภัทรนี่เป็นแฟนของคุณพิมเหรอคะ” ปูนถาม

“ใช่จ้ะ คบกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย นิสัยดี เอาใจเก่ง หน้าที่การงานก็ไม่ขี้เหร่ ยายก็เลยไฟเขียวให้คบกันเป็นแฟนได้”

“เหรอคะ”

“แล้วหนูปูนล่ะ มีแฟนหรือยัง”

นักกายภาพสาวส่ายหน้า “ยังไม่มีหรอกค่ะ”

“ยายไม่เชื่อหรอกน่า หนูปูนน่ารักออก ต้องมีหนุ่มๆ มาจีบเยอะแน่เลย”

“ก็มีบ้าง แต่เป็นเพื่อนกันน่ะค่ะ ปูนยังโสดสนิท สาบานได้”

“เหรอจ้ะ”

“ค่ะ เพราะว่ายังหาคนที่ถูกใจไม่ได้... ม๊าเลยบอกว่าดี อยู่ขึ้นคานช่วยงานม๊าดีกว่า”

หญิงชราหัวเราะ “แม่หนูคงพูดเล่น... ค่อยๆ หาก็แล้วกันนะลูก อย่างหนูปูนยายเชื่อว่าได้คนที่ดีมาเป็นแฟนแน่ๆ”

สาวหมวยยิ้ม คนดีมาเป็นแฟนเหรอ เฮอะ มีกี่คนๆ ก็ทิ้งกัน เลิกกันไปหมด ยกเว้นก็แต่... เธอนึกถึงใครบางคนขึ้นมา คนๆ นั้นทำให้เธอรู้สึกเศร้าเมื่อคิดถึงแต่ก็ลืมไม่ได้ สายตาของเธอมองทอดไกลไปยังประตูกระจกของโรงพยาบาล มองถนน มองรถที่วิ่งผ่านไปมา ราวกับว่าเธอจะได้พบกับคนๆ นั้นอีกครั้ง

“ยายขอถามเรื่องส่วนตัวได้มั้ยลูก” ยายนิพูดขึ้นมาทำเอานักกายภาพสาวตื่นขึ้นมาจากภวังค์ เธอหันมามองที่หญิงชราอีกครั้งแล้วส่งยิ้มแบบเขินๆ ให้

“ได้สิคะ ปูนไม่ใช่ลูกนักการเมือง นักธุรกิจพันล้านที่ต้องปิดเรื่องตัวเองเป็นความลับ”

ยายนิหัวเราะ “แหม อย่างนั้นเชียว ยายก็อยากจะถามว่าที่บ้านหนูปูนทำมาหากินอะไรก็เท่านั้นเอง แลกกันๆ รู้เรื่องบ้านยายไปเยอะแล้ว ยายขอรู้เรื่องบ้านของหนูบ้าง”

ปูนยิ้มกว้างกับคำพูดของคู่สนทนา “แล้วคุณยายอยากรู้เรื่องอะไรบ้างละคะ”

“อืม ทำไมถึงหนูถึงชื่อปูนล่ะลูก”

“ก็ประมาณว่าตอนปูนเกิด ป๊าเค้าทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างน่ะค่ะ ช่วงนั้นปูนซีเมนต์ขายได้ราคาดีก็เลยตั้งชื่อลูกว่าปูน จริงๆ แล้วปูนก็แอบเซ็งเพราะชื่อพี่กับน้องๆ คนอื่นๆ ชื่อฝรั่งหมดเลย ซัน แซนด์ เซน แต่พอมาถึงลูกคนนี้ก็ดันตั้งชื่อว่าปูนเหมือนไม่เข้าพวกยังไงก็ไม่รู้ ตอนเด็กๆ ยังโดยแซวมาว่าเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงเลยละค่ะ”

“อย่าไปว่าพ่อหนูเลยน่า ยายว่าแสดงว่าปูนคงทำกำไรให้เยอะเลยล่ะสิ ถึงได้เอามาตั้งชื่อลูก... แล้วตอนนี้ยังทำงานเดิมอยู่มั้ยล่ะ”

สาวหมวยส่ายหน้า “ไม่แล้วล่ะค่ะ พอดีเจอพิษเศรษฐกิจก็เลยต้องขายบริษัททิ้ง ตอนนี้ก็เลยมากินกงสีของอากงเพราะที่บ้านอากงทำเป็นโรงงานผลิตชุดกีฬาน่ะค่ะ ป๊าก็เลยไปช่วยเค้าได้เป็นเงินเดือนกับส่วนแบ่งประจำปีก็ตบตีกับพี่ๆ น้องๆ เค้าเรื่องผลประโยชน์อยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง”

“แล้วแม่ละลูก”

“ม๊าเค้าเหมือนกับจะเข้ากับญาติๆ ป๊าไม่ได้ แกก็เลยเอาเงินมาลงทุนเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ที่บ้านน่ะค่ะ ลูกๆ ก็เลยช่วยงานที่บ้านไปด้วย ก็ได้กำไรแบบพออยู่พอกิน”

“ดีแล้วๆ รู้จักทำมาหากิน ยายเองก็ทำงานมาตลอด บางทียังรู้สึกเบื่อตัวเองที่ต้องมานั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ก็เลยปลูกผักสวนครัว ทำขนมไปขายที่ตลาดพอแก้เหงา แต่พิมนี่ไม่ได้เลยสั่งห้ามทุกครั้งที่ยายจะทำขาย บอกว่าเลี้ยงยายได้ ทำไมยายต้องลำบากทำนู่นทำนี่ด้วย”

“คุณพิมคงเป็นห่วงคุณยายมั้งคะ เห็นว่าเหนื่อยมาเยอะแล้วอยากให้พักบ้าง”

“แต่คนแก่มันเหงานี่ลูก... พิมก็เอาแต่ทำงานด้วย พอถึงช่วงยุ่งๆ ก็ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากงานอย่างเดียว”

“เหรอคะ”

“ไว้ว่างๆ หนูปูนไปคุยเล่นกับยายบ้างมั้ยล่ะ เดี๋ยวยายจะทำขนมให้กิน”

นักกายภาพสาวยิ้ม “ก็ได้ค่ะ ถ้ามีโอกาส”

คุยกันไปคุยกันมาเวลาล่วงเลยไปประมาณทุ่มกว่าแล้วก็ยังไร้วี่แววของสาวตาคม ปูนจึงตัดสินใจพาหญิงชราไปทานข้าวเย็นที่ห้องอาหารเพราะเกรงว่าจะยายนิจะหิวและเลยเวลากินยา ระหว่างที่อีกฝ่ายทานข้าวอยู่นั้น เธอก็ขอตัวออกมาตอกบัตรแล้วกลับมาหายายนิอีกครั้ง

“ลองโทรหาคุณพิมหรือยังคะ” สาวหมวยถามเมื่อนั่งลงตรงข้ามกับหญิงชรา

“โทรไปแล้ว บอกว่ายังอยู่ที่ทำงานจ้ะ งานยังไม่เสร็จเลยต้องตรวจเยอะหน่อย กลัวพลาด”

“ว้า... ปล่อยให้รอแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะคะเนี่ย”

“เค้าเป็นแบบนี้แหละจ้ะ จริงๆ แล้วที่เค้าเป็นแบบนี้เห็นทีจะมาจากเรื่องโชคซะละทั้ง”

“ยังไงอ่ะคะ”

“พิมเค้าชอบพูดว่าตัวเค้าเองโชคไม่ค่อยดี ทำอะไรก็จะแย่ไปหมดก็เลยทำให้เป็นคนละเอียด เช็คเองทั้งหมดทุกกระบวนการเพื่อไม่ให้พลาด”

“งั้นเหรอคะ”

“จ้ะ ยายเองก็เป็นคนสนับสนุนให้เค้าเป็นคนละเอียดด้วยเหมือนกัน ยายคิดว่าคนเราน่ะจะดีหรือจะร้ายมันก็ขึ้นอยู่กับที่การกระทำของเราเอง ไม่ใช่เรื่องโชค จะถือโชคลางอะไรก็ขอให้มีขอบเขต ยายไม่เคยสอนให้พิมงมงายกับเรื่องพวกนี้ ก็เลยทำให้พิมทำอะไรด้วยความละเอียดรอบคอบอยู่เสมอน่ะจ้ะ นี่คงไปเจออะไรผิดพลาดมาก็เลยทำให้ทำงานนานถึงขนาดนี้”

“ค่ะ” นักกายภาพสาวตอบรับสั้นๆ

เมื่อทานข้าวเสร็จ รอกันอยู่อีกพักใหญ่เห็นท่าว่าจะไม่ดีเพราะนี่สองทุ่มเกือบครึ่งแล้วบรรณาธิการสาวก็ยังไม่มา ปูนจึงเสนอตัวเองว่าจะขับรถไปส่งหญิงชราที่ทำงานของพิมพรรณเพราะเธอสงสารและไม่อยากให้ยายนิต้องแกร่วรอหลานสาวอยู่ที่โรงพยาบาล หญิงชราทำท่าอึกอักอยู่พักหนึ่งก็ตบปากรับคำ เธอจึงเข็นรถของยายนิไปที่ลานจอดรถเพื่อตรงไปยังออฟฟิศของสาวตาคมซึ่งระหว่างที่อยู่ในรถนั้นหญิงชราก็พยายามโทรศัพท์หาหลานสาวอยู่นานสองนานแต่ก็ปลายทางนั้นไม่รับสาย

“เป็นอะไรของเค้าไปนะ” ยายนิบ่นพลางกดโทรศัพท์หาพิมพรรณอีกครั้ง

“อีกแป๊บนึงก็จะถึงแล้วนะคะ” ปูนบอกกับคนที่นั่งข้างๆ

“จ้ะ”

. . .
บรรณาธิการสาวเดินกลับออกมาจากห้องน้ำหลังจากที่เคลียร์งานอยู่นาน เธอรีบเก็บของทันทีเพราะเป็นห่วงยายที่ยังอยู่ที่โรงพยาบาล สาวตาคมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเมื่อเห็น Miss call แต่ยังไม่ทันจะเปิดดูว่าใครโทรมา เครื่องมือสื่อสารที่อยู่ในมือก็ส่งเสียงดังขึ้น เธอยิ้มเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรมา

“ค่ะภัทร” พิมพรรณกดตอบรับโดยทันที

“ลองทายซิว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน” เสียงชายหนุ่มที่อยู่ปลายสายพูดขึ้นมาอย่างร่าเริง

“อย่ามาเล่นมุขเสี่ยวๆ ว่าอยู่ในใจของพิมล่ะ ฟังแล้วจะอ้วก”

“โห รู้ทันนะเนี่ย กะจะเล่นมุกนี้ซะหน่อย”

“ฝันไปเถอะ เบื่อแล้วล่ะมุกนี้” สาวตาคมตอบพร้อมกับเสียงหัวเราะ

“งั้นถามใหม่ดีกว่า ลองทายซิว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน”

“คำถามเดิมนี่นา”

“ทายมาสิๆ” ชายหนุ่มเร่ง

บรรณาธิการสาวเดาคำตอบ “อยู่ที่บ้าน”

“ไมใช่”

“อยู่บนรถ”

“ไม่ใช่”

“อยู่ที่ออฟฟิศ”

“ไม่ใช่”

“อ้าว แล้วอยู่ที่ไหนละคะ พิมยอมแพ้ดีกว่า”

“ฮะ ฮะ ฮะ ในเมื่อพิมยอมแพ้ วันนี้ต้องไปดินเนอร์กับผมนะ”

“เอ่อ... คงไม่ได้ค่ะ พิมยังไม่ได้ไปรับยายเลย ป่านนี้รอพิมอยู่ที่โรงพยาบาลแย่แล้ว”

“อ้าว... จริงเหรอ งั้นไม่เป็นไร พายายไปด้วยเลยดีกว่า ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว”

“แหม ใจดีจัง พ่อบุญทุ่ม” สาวตาคมแซวแฟน “แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนละคะ”

“ลงมาข้างล่างสิ แล้วจะรู้” ภัทรพูดแล้ววางหูไป

บรรณาธิการสาวยิ้มแล้วกดวางโทรศัพท์ รีบเก็บของแล้วเดินลงไปที่ชั้นล่างของอาคารที่เธอทำงานอยู่ด้วยความรวดเร็ว โดยที่เธอลืมไปว่าเธอก่อนหน้านี้เธอกำลังจะกดดู Miss call ว่าใครโทรมา

“นี่ไงลูกรถของพิม” ยายนิชี้นิ้วไปที่รถฮอนด้าซิตี้ สีขาวที่จอดอยู่ตรงหน้ารถโตโยต้ายารีส สีน้ำเงินเข้มที่ทั้งสองนั่งอยู่ให้สาวหมวยดู หญิงชราจำทะเบียนรถของหลานสาวได้

“แสดงว่ายังอยู่ทำงานอยู่ใช่มั้ยคะ คุณยายลองโทรหาอีกทีสิคะ”

ระหว่างที่ยายนิกำลังโทรหาหลานสาวอยู่นั้น พิมพรรณก็เดินลงมาพบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ตาเล็กบ่งบอกถึงเชื้อชาติว่าเป็นลูกคนจีนที่ส่งยิ้มพร้อมเขี้ยวเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับเธออยู่ บรรณาธิการสาวเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่มจนไม่สังเกตว่าโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าถือของเธอนั้นกำลังส่งเสียงดังเพราะมีคนโทรมา

“มาถึงที่นี่เชียว” สาวตาคมพูดหลังจากที่คลายอ้อมกอดแล้ว ตอนนี้เสียงของโทรศัพท์หยุดลงไปแล้ว

“ก็คิดถึงแฟนไงครับ ไม่ได้เจอกันตั้ง 5 วันแหนะ”

“ก็ภัทรไปทำงานที่ต่างจังหวัดนี่คะ พิมไม่อยากรบกวน” บรรณาธิการสาวพูดถึงการทำงานของแฟนหนุ่ม เขาเป็นผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมของบริษัทแฟรนไชส์ขนาดใหญ่จึงทำให้ต้องเดินทางไปฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตามต่างจังหวัดเกือบจะตลอด

“ไม่อยากกวนจนจะโทรหาผมไม่ได้เลยเหรอ”

“พอดีช่วงนี้ใกล้ปิดเล่มน่ะค่ะ... เราไปคุยกันที่รถดีกว่า ต้องรีบไปรับยาย ยายรอพิมแย่แล้วล่ะค่ะ”

“ได้ครับ ไปรถพิมนี่แหละ รถผมทิ้งไว้ที่นี่ก่อนก็ได้ เดี๋ยวค่อยมาเอาทีหลัง”

“ค่ะ”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 มกราคม 2014 เวลา 09:09:54 nuffy »




ออฟไลน์ nuffy

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
Lucky Loser Chapter 2(continued...)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 23 มกราคม 2014 เวลา 08:53:09 »
Chapter 2 (continued...)

สองหนุ่มสาวเดินควงคู่กันไปที่ลานจอดรถ ในขณะที่บรรยายกาศในรถของนักกายภาพสาวเต็มไปด้วยความกังวลว่าทำไมสาวตาคมถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ ยายนิมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างอ่อนใจ

“เป็นอะไรของเค้านะ... ยายต้องขอโทษหนูปูนด้วยนะที่ต้องมาลำบาก”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” สาวหมวยพูดพลางดับเครื่องยนต์ ปิดไฟหน้ารถ “ปูนว่าปูนลงไปถามดีกว่าค่ะ คุณยายรออยู่ในรถก็แล้วกันนะคะ”

ก่อนที่ปูนจะเปิดประตูรถออกไปข้างนอกนั้น เสียงของหญิงชราก็ดังขึ้น “เอ๊ะ นั่นมันพิมกับตาภัทรนี่”

สาวหมวยมองไปยังรถคันที่จอดอยู่ด้านหน้า รถคันที่หญิงชราระบุว่าเป็นของหลานสาวของเธอ นักกายภาพสาวเห็นพิมพรรณกำลังเดินกระหนุงกระหนิงมากับชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวที่ได้รับข้อมูลมาว่าเป็นคนรักของบรรณาธิการสาว คนทั้งคู่ไม่ได้สังเกตเห็นรถของปูนที่จอดประจันหน้ากัน เธอกำลังจะเปิดประตูรถออกเพื่อร้องเรียกญาติของคนไข้แต่แล้วเธอกลับชะงักแล้วขมวดคิ้ว พร้อมๆ กับยายนิที่ตกใจอ้าปากค้าง

ภาพที่ทั้งสองเห็นคือขณะที่สาวตาคมกำลังยื่นกุญแจรถให้กับแฟนหนุ่มนั้น ภัทรกลับดึงตัวของแฟนสาวเข้ามาจูบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเพราะเขาเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น และรถของพิมพรรณก็จอดอยู่ห่างจาก รปภ. พอสมควรจึงทำให้เขากล้าที่จะทำแบบนี้ในที่สาธารณะ ในขณะที่บรรณาธิการสาวก็แสดงอาการขัดขืนในช่วงแรกแต่แล้วเธอก็ปล่อยให้หนุ่มผิวขาวแสดงความรักกับเธอในท้ายที่สุด ปูนหันไปมองหน้าหญิงชราผู้ที่เธออาสามาส่งก็รู้สึกแย่แทนเพราะใบหน้าของยายนินั้นบ่งบอกถึงความเสียใจและตกใจกับสิ่งที่เห็นเป็นอันมาก สาวหมวยจึงตัดสินใจเคาะแตรรถเบาๆ

สองหนุ่มสาวสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ในบริเวณนี้ พวกเขาหันมามองที่รถของนักกายภาพสาวทันที ปูนเปิดประตูรถแล้วเดินลงมา

“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะคะ แต่รู้สึกว่าคุณจะลืมคนสำคัญของคุณไว้ที่โรงพยาบาล” สาวหมวยพูดเสียงเรียบๆ

“ใครกันน่ะพิม” ภัทรพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ไม่พอใจนัก

“นักกายภาพบำบัดที่ดูแลยายน่ะค่ะ” สาวตาคมตอบแล้วหันไปทางผู้มาเยือน “คุณมาที่นี่ได้ยังไงกันคะ”

“ก็มาตามที่อยู่ของนิตยสารแหละค่ะ” ปูนพูดเสียงเรียบเหมือนเดิม

“แล้ว... ยังไงคะ”

“ก็แค่อาสามาส่งคุณยายของคุณน่ะค่ะ” ว่าแล้วสาวหมวยก็เดินไปที่ประตูรถอีกด้านหนึ่ง เธอค่อยๆ ประคองหญิงชราให้ลงมายืนข้างประตูรถ

“ย... ยาย” บรรณาธิการสาวพูดเสียงอ่อนเมื่อเห็นยายนิลงมาจากรถ

ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงชรา เธอมองไปที่หลานสาวและแฟนหนุ่มของด้วยใบหน้าเศร้าๆ ยายนิเข้าใจอยู่ว่าหนุ่มสาวอย่างไรเสียก็คงต้องมีเรื่องแบบนี้ แต่เธอรู้สึกเสียใจเพราะสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันไม่ค่อยเหมาะสมกับสถานที่แบบนี้สักเท่าไหร่

“ทำไมยายไม่โทรมาบอกพิมละคะว่าจะมาที่นี่” พิมพรรณพูดเสียงสั่น ท่าทางแบบนี้ยายกำลังโกรธแน่นอน

“โทรมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีคนรับ” หญิงชราพูดเสียงเรียบ

สาวตาคมรีบวิ่งเข้ามาประคองยายของเธอทันที แต่หญิงชราก็เบือนหน้าหนีแล้วหันมาหานักกายภาพสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “หนูปูนจ้ะ ช่วยพายายไปที่รถหน่อยสิ”

สาวหมวยเองรู้สึกไม่ค่อยชอบใจและอึดอัดกับสถาการณ์ที่เป็นอยู่มากนัก แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากช่วยพยุงยายนิไปที่รถของหลานสาว โดยที่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถนั้นเดินตามมาด้วยสีหน้าที่สำนึกผิด

“ยายโกรธค่ะ ซวยแล้ว” ปูนได้ยินเสียงของพิมพรรณพูดเบาๆ กับแฟนหนุ่มแล้วก็ส่ายหน้า คราวนี้คงจะซวยตามอย่างที่พูดจริงๆ

เมื่อหญิงชราขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เธอกล่าวขอบใจนักกายภาพสาวที่กำลังจะปิดประตู เมื่อประตูรถปิดลง ความเงียบก็เข้าครอบงำลานจอดรถของสำนักพิมพ์ทันที สามหนุ่มสาวยืนมองหน้ากันอย่างอิหลักอิเหลื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมา ภัทรที่ดูเหมือนจะตั้งสติได้จึงรีบคว้ากุญแจรถจากมือของแฟนสาวแล้วรีบขึ้นไปนั่งที่นั่งด้านคนขับเพื่อเตรียมพร้อมออกรถอย่างรวดเร็ว

สองสาวยืนมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก พิมพรรณไม่รู้จะพูดอะไรกับสาวหมวยนอกจากคำว่า

“เอ่อ... คือ...”

ปูนขมวดคิ้วมองสาวตาคมเธอไม่พูดว่าอะไร ได้แต่พยักหน้าให้เป็นเชิงบอกว่าขอตัวแล้วเดินตรงไปที่รถของตัวเอง สตาร์ทรถแล้วขับออกไปแบบไม่รีบร้อน ปล่อยให้บรรณาธิการสาวยืนมองตามด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่นัก

“โอ๊ะ ทันด้วยแฮะ Lucky”

นักกายภาพสาวพูดกับตัวเองเมื่อขับรถมาถึงทางรถไฟ รถของเธอเป็นคันสุดท้ายที่สามารถข้ามทางรถไฟได้ก่อนที่ราวกั้นจะเคลื่อนตัวลงมา สาวหมวยมองที่กระจกหลังเห็นรถของพิมพรรณจอดที่ทางรถไฟอีกด้านหนึ่งหลังราวกั้น

“วันนี้คุณซวยจริงๆ แล้วล่ะคุณพิม ยังไงก็ขอให้โชคดีก็แล้วกันนะ” ปูนพูดพลางมองไปที่รถด้านหลังก่อนที่รถไฟขบวนยาวแล่นผ่านไปจนทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นได้


 

Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.