web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 880
Latest: Levitra5a
New This Month: 0
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1553
Total Topics: 886
Most Online Today: 10
Most Online Ever: 186
(14 มีนาคม 2020 เวลา 14:00:42 )
Users Online
Members: 0
Guests: 8
Total: 8

ผู้เขียน หัวข้อ: Lucky Loser Chapter 1  (อ่าน 1431 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nuffy

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
Lucky Loser Chapter 1
« เมื่อ: 23 มกราคม 2014 เวลา 08:49:04 »

คุณเชื่อเรื่องโชคหรือไม่?

คนที่โชคดีจำเป็นต้องโชคดีตลอดไปหรือเปล่า?

คนที่โชคร้าย ต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไปหรือไม่?

พิม บรรณาธิการนิยตสารผู้อับโชคโคจรมาพบกับ

ปูน นักกายภาพบำบัดผู้ไม่ประสบกับคำว่าซวย

ความรู้สึกอันซับซ้อนที่มาพร้อมกับโชคดีและโชคร้ายนั้นจะเป็นอย่างไรกันแน่?


Chapter 1

ณ ออฟฟิศของนิตยสารด้านสุขภาพแห่งหนึ่งที่ตอนนี้บรรดาเจ้าหน้าที่แต่ละคนกำลังวุ่นวายเพื่อที่จะส่งงานของตัวเองให้ทันกับเส้นตายก่อนที่จะปิดเล่ม ในห้องของบรรณาธิการบริหารหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอ่านบทความที่จะลงในคอลัมน์ฉบับหน้าอยู่ด้วยท่าทางเคร่งเครียด เธอใช้มือเคาะโต๊ะอย่างครุ่นคิดก่อนที่จะเขียนคอมเม้นท์ด้วยดินสอลงไปในหน้ากระดาษ ขณะที่กำลังแก้งานอยู่นั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“เชิญค่ะ” ผู้ที่เป็นเจ้าของห้องร้องบอก

“บก. คะ เอกสารเวียนจากผู้บริหารค่ะ” หญิงสาวคนหนึ่งถือแฟ้มเอกสารเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะ

ผู้ที่ถูกเรียกว่า บก. เงยหน้าขึ้นมาพยักหน้า แต่ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มจากมือเลขานั้นแขนเสื้อเจ้ากรรมก็ดันปัดไปโดนแก้วกาแฟที่ดื่มหมดแล้วตกแตก

“โอ้ย... อีกแล้วเหรอเนี่ย” บรรณาธิการสาวโอดครวญ เดือนนี้เธอทำแก้วแตกไม่รู้กี่ใบแล้ว

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเก๋เก็บให้”

“ขอโทษทีนะ แล้วก็ขอบใจมาก”

“รบกวน บก. ช่วยเซ็นเอกสารให้ด้วยนะคะ พอดีทางนั้นเค้าบอกมาว่าขอด่วน”

“ค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย”

เลขาสาวเดินออกจากห้องไปเพื่อนำเครื่องมือทำความสะอาดมาเก็บเศษแก้ว บรรณาธิการสาวนั่งทำหน้าเซ็งอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะลงมืออ่านและเซ็นชื่อลงในเอกสาร

“ทำไมไม่หายซุ่มซ่าม ไม่หายซวยซะทีเนี่ย” เธอเซ็นเอกสารพลางบ่นไปด้วย

เวลาผ่านไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นเบอร์ที่ระบุไว้เป็นเบอร์ของคนข้างบ้านของเธอเอง เห็นดังนั้นบรรณาธิการสาวจึงรีบรับสาย

“ค่ะ... คุณป้า... ห๋า... จริงเหรอคะ แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ค่ะ... ค่ะ... ตอนนี้อยู่โรง’บาลอะไรคะ... ค่ะ... เดี๋ยวพิมจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณป้า ค่ะ... ค่ะ...”

วางสายแล้วหญิงสาวจึงรีบเก็บของแล้วเดินออกนอกห้องทำงาน

“เก๋คะ... ขอตัวกลับก่อนนะคะพอดีคุณยายของพิมหกล้มที่บ้านน่ะค่ะ”

“ค่ะ... ขับรถระวังๆ นะคะ”

เมื่อบรรณาธิการสาวกลับไปแล้ว เลขาสาวก็เริ่มกระบวนการที่เลขาทุกคนชอบทำกัน นั่นก็คือ ‘เม้าท์เจ้านาย’ ณ โต๊ะของกองบรรณาธิการ

“เก๋... บก. ไปไหนน่ะ” มิว หญิงสาวร่างเล็ก หนึ่งในนักเขียนบทความถามเลขาสาวทันทีเมื่อเธอเดินเข้ามา

“เห็นว่าคุณยายหกล้มที่บ้านน่ะ น่าสงสารเนอะ คนแก่หกล้ม”

“ฉันว่านะคนที่น่าสงสารน่าจะเป็น บก. มากกว่าว่ะ” เปิ้ล สาวร่างอวบ นักเขียนอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“ทำไมอ่ะ” ต้น กะเทยนักเขียนเงยหน้าขึ้นมาถามจากหน้าคอมพิวเตอร์

“ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่า บก. ของเราเนี่ยเป็นคนที่ดวงซวย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ซวยไปหมด”

“เออเนอะ” ทุกคนเห็นด้วย

ที่พูดกันแบบนี้ก็เป็นเพราะบรรณาธิการบริหารของนิตยสารฉบับนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็เหมือนพระเจ้าไม่เข้าข้างเพราะเป็นคนอับโชคและโชคร้ายตลอด พูดง่ายๆ ซวยไปซะหมด ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อาทิเช่น ทำแก้วกาแฟแตก โดนขโมยกระเป๋า รถเฉี่ยว รถชน ไปไหนกับใครถ้าตัวเองไม่เจ็บตัวคนอื่นก็จะเจ็บแทน ยังไม่นับรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมายจนเล่าไม่หมด อย่าไปพูดถึงการเสี่ยงดวงเพราะล็อตเตอร์รี่ก็ยังถูกกิน เล่นป็อกเด้งก็เสียทุกตา ชะรอยว่าเทพธิดาหรือนางฟ้าแห่งโชคลาภไม่เคยมองเห็นเธอคนนี้อยู่ในสายตา

“แต่ก็มีดีอยู่แค่ 2 อย่างไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่นับนิสัยดีกับสวยเข้าไปด้วย” หนุ่ม อาร์ทไดเร็คเตอร์เคราแพะพูดขึ้น “บก. เค้าทำงานเก่งกับมีแฟนหล่อ”

“ก็ใช่อ่ะนะ” เก๋พูด

“ทำงานเก่งจริงแต่ก็โหดนะเนี่ย แก้ของฉันซะเหี้ยนเลย” กะเทยนักเขียนพูด

“ถ้าไม่เก่งจริงอายุแค่นั้นก็ขึ้นเป็น บก. ไม่ได้น่ะสิ” เจี๊ยบ ช่างภาพสาวห้าวพูดขึ้นมาบ้าง

“แต่อิจฉาอย่างเดียวอ่ะ แฟน บก. หล่อมาก น่ากินด้วย” นักเขียนร่างเล็กพูดพลางทำท่าชวนฝัน

ตี้ หนุ่มแว่นฝ่ายศิลป์พูดขึ้นมาว่า “ก็ บก. ของเราสวยขนาดนั้นก็ต้องมีแฟนหล่อดิ ตอนแรกนึกว่าไม่มีแฟนกะจะจีบซะหน่อย แห้วเลยตู”

“นั่นไง แกถูกความโชคร้ายของ บก. เข้าครอบงำแล้ว ฮ่า ฮ่า” หนุ่มเคราแพะพูด

ในขณะที่เหล่าลูกน้องกำลังนินทาอยู่นั้น บรรณาธิการสาวเจ้าของชื่อก็ยังติดแหงกอยู่บนถนน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวรีบแทบตายแต่รถก็ยังไม่ขยับ นี่มันแค่บ่ายสามโมงเองนะ!

“โธ่เอ้ย ทำไมถึงติดเอาตอนนี้เนี่ย ยายจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้” หญิงสาวบ่นกับตัวเองบนรถ

พิมพรรณ หรือ พิม บรรณาธิการนิตยสาร Health Variety นิตยสารด้านสุขภาพที่ขายดีอันดับหนึ่งของสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกัดริมฝีปากบางๆ สีชมพูดอ่อนด้วยลิปกรอสด้วยความร้อนใจ ดวงตากลมโตคมกริบของเธอจับจ้องไปที่ไฟจราจรสีแดงที่อยู่ตรงหน้า จมูกโด่งสวยส่งลมหายใจแรงๆ เข้าออกเพื่อให้ใจเย็นลงโดยไม่แยแสว่าผิวสีเข้มของเธอต้องแสงแดดกล้าในยามบ่ายที่ส่องผ่านกระจกรถที่เธอเปิดทิ้งเอาไว้

“ใจเย็นเอาไว้พิม ใจเย็นไว้ ยายไม่เป็นอะไรหรอก ยายไม่เป็นอะไร” เธอพร่ำบอกกับตัวเองแต่ในใจคิดไปไกลเป็นตุเป็นตะแล้วว่าหญิงชราที่เธอดูแลและอาศัยอยู่ด้วยมาตั้งแต่เด็กจะเป็นอะไรไป

สาวตาคมอาศัยอยู่กับยายนิสาหรือยายนิอย่างที่คนในหมู่บ้านเรียกกันมาตั้งแต่ยังจำความได้ พ่อกับแม่ของเธอนั้นเดินทางไปโน่นมานี่บ่อย และอยู่ไม่เป็นที่จึงนำเธอมาฝากเอาไว้ให้ยายเลี้ยง ตอนเด็กๆ เธอไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธอทำงานอะไรกันแน่จนกระทั่งโตขึ้นและได้เรียนรู้ว่าการเป็นนักวิจัยนั้นมันเป็นอย่างไร แต่เธอก็ยังไม่เคยจะขอตามพ่อกับแม่ของเธอไปและยังคงอยู่กับยายมาจนถึงตอนนี้ ตอนที่เธออายุ 30 แล้ว

สัญญาณไฟเขียวมาแล้ว บรรณาธิการสาวเหยียบคันเร่งไปที่โรงพยาบาลที่เพื่อนบ้านของเธอนั้นพายายไปส่งทันที มันเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอนัก เมื่อไปถึงเธอก็รีบเดินเข้าไปในแผนกฉุกเฉินเพื่อตามหายายทันที

“ยาย... เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” พิมพรรณเดินเข้าไปกอดหญิงชราที่นั่งอยู่บนรถเข็น ที่ขาของอีกฝ่ายมีเฝือกอ่อนพันอยู่พร้อมรองเท้ายาง

“ข้อเท้าพลิกน่ะลูก อย่าร้องไห้สิ ยายไม่เป็นอะไรหรอก” ยายนิลูบผมที่ยายสลวยของหลานสาวเบาๆ ที่มีน้ำตาคลอหน่วย

“ก็พิมเป็นห่วงยายนี่คะ... แล้วหมอว่ายังไงบ้างคะ”’

“ต้องเข้าเฝือกอ่อนแบบนี้ไปประมาณ 2 อาทิตย์น่ะจ้ะ แล้วก็ต้องมาทำกายภาพบำบัดอีกประมาณเดือนหรือสองเดือนนี่แหละ”

“ค่ะ... แล้วป้าอินไปไหนแล้วอ่ะคะ” สาวตาคมถามถึงคนข้างบ้านที่พายายของเธอมาหาหมอ

“กลับไปแล้วล่ะจ้ะ เห็นว่าโรงเรียนใกล้เลิกแล้ว ต้องไปรับหนูจี๊ด”

“อ๋อ...”

บุรุษพยาบาลเข็นหญิงชราไปรอที่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน เมื่อนั่งรออยู่ได้พักหนึ่งพิมพรรณก็รู้สึกกระหายน้ำ แต่น้ำดื่มที่บริการฟรีของโรงพยาบาลนั้นหมดลงเพราะจำนวนคนไข้และญาติๆ ที่เข้ามาใช้บริการค่อนข้างหนาแน่น ร่างสูงโปร่งของเธอจึงเดินไปที่ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ

บรรณาธิการสาวหยอดเหรียญแล้วกดไปที่ปุ่มชาเขียว แต่ตู้อัตโนมัติเจ้ากรรมดันไม่ทำงานเหมือนชื่อ และหยุดไปซะดื้อๆ เธอยืนทำหน้าเซ็งอยู่ด้านตู้

“อะไรเนี่ย อีกแล้วเหรอ ซวยแล้ว...” พิมพรรณยืนตัดพ้อต่อความโชคร้ายของตัวเองอีกครั้ง

ครั้นหันหลังจะเดินกลับปลายหางตาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินตรงมาที่ตู้ ด้วยความหวังดีเธอจึงคิดจะหันกลับไปบอกว่าตู้เสียแต่ภาพที่เธอเห็นตรงหน้ากลับทำให้เธออึ้ง

หญิงสาวผิวขาวเหลืองแบบลูกคนจีนที่อยู่ในชุดเครื่องแบบกางเกงสีฟ้าอ่อนของโรงพยาบาลหยอดเหรียญแล้วกดไปที่น้ำอัดลมกระป๋อง ฉับพลันนั้นเครื่องดื่มก็หล่นลงมานอนกองอยู่ในช่องรับของแต่โดยดี มิหนำซ้ำเจ้าชาเขียวที่เธอกดไปก่อนหน้าก็หล่นลงมาด้วย

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวคนนั้นหันมาถามบรรณาธิการสาวที่ยืนมองเธอด้วยใบหน้าเหวอๆ

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนนี้จัดว่าเป็นสาวหน้าตาน่ารักเอาการเลยทีเดียว ตากลมโตชั้นเดียวแบบลูกคนจีน ใบหน้ารูปไข่ขาวสวย ปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อ จมูกโด่งรั้นตรงปลายนิดหน่อย ผมยาวก็รวบและมวยขึ้นอย่างเรียบร้อย รูปร่างก็ดูปราดเปรียวและสูงพอๆ กับเธอ

‘น่าจะเอามาลงคอลัมน์ได้เลยนะเนี่ย’ สาวตาคมคิดในใจ บ่งบอกได้เลยว่าคิดเรื่องงานชัดๆ

“เอ่อ... จะบอกว่าเครื่องเสียน่ะค่ะ”

“ก็ไม่ได้เสียแล้วนี่คะ” สาวหมวยทำหน้างง แล้วก้มลงไปหยิบน้ำอัดลมกับขวดชาเขียวขึ้นมา

“...ค่ะ ...เห็นแล้ว”

จู่ๆ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนนี้ก็ยื่นขวดชาเขียวให้กับพิมพรรณ “อันนี้คงเป็นของคุณ”

“เอ่อ... ก็ใช่น่ะค่ะ... ขอบคุณคะ”

สาวหมวยยิ้มให้แล้วก็พยักหน้าราวกับว่าเธอขอตัวแต่ก่อนที่จะก้าวขาเดินออกไปนั้นเสียงเหรียญก็ดังออกมาจากตู้พอเธอก้มตัวลงไปมองก็พบว่าเหรียญ 10 บาทหล่นลงมาจากช่องทอนเงิน

“โอ๊ะ Lucky” เธอหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วเดินจากไป

พิมพรรณมองตามหญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนไปแบบอึ้งๆ แต่ก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายนำเหรียญที่ได้จากตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัตินั้นหยอดลงกล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว

“เป็นคนดีเหมือนกันนี่” สาวตาคมพูดขึ้นมาเบาๆ แล้วเดินกลับไปหาหญิงชราที่นั่งรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน

. . .
“พักอยู่เหรอจ้ะน้องปูน” เสียงพยาบาลชุดขาวส่งเสียงทักจากโต๊ะด้านหน้าห้องตรวจ

หญิงสาวเจ้าของชื่อหันไปตามเสียงนั้น “ค่ะ”

“วันนี้ไม่เห็นได้น้ำมากินฟรีเลย” ที่พูดแบบนี้ก็แสดงว่าเธอคนนี้ได้น้ำฟรีจากตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติบ่อยๆ

“ให้คนอื่นเค้าไปแล้วล่ะค่ะ”

“ให้คนอื่นไปแล้วเหรอ... เอ... แปลกนะเนี่ย แสดงว่าให้หนุ่มคนไหนไปหรือเปล่า หล่อมั้ยๆ”

ปูนหัวเราะ “ไม่ใช่หนุ่มหรอกค่ะเป็นสาวต่างหาก สวยด้วยนะ ท่าทางจะเป็นญาติคนไข้”

“ว้า... นึกว่าเครื่องนี้จะทำให้น้องปูนได้แฟนมาซะอีก”

“โธ่... พี่จ๋าก็ตู้ขายน้ำมันก็ต้องได้น้ำสิคะ ไม่ใช่ได้แฟนสักหน่อย”

“จ้าๆ พี่ก็แค่แอบลุ้นให้น้องปูนเท่านั้นเอง”

“ค่ะ... อ้อ!”

“อะไรเหรอจ้ะ”

“วันนี้ตู้ไม่ได้แถมน้ำฟรี แต่แถมตังค์ด้วยค่ะ 10 บาท ก็เลยเอาไปหยอดกล่องบริจาค”

“แหม... สวย เฮง แถมยังใจบุญอีกนะจ้ะคุณนพนลัท”

หญิงสาวเจ้าของชื่อหัวเราะหึหึ แล้วก็เดินเอื่อยๆ เฉื่อยๆ แบบไร้เรี่ยวแรงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอไปยังแผนกกายภาพบำบัดเพื่อทำงานต่อไป สาวหมวยคนนี้เป็นนักกายภาพบำบัดและทำงานให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้มาประมาณ 3 ปีแล้ว ปูน หรือ นพนลัท ถือว่าเป็นนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญในด้านกายภาพบำบัดในผู้สูงวัย (Geriatric) อันได้มาจากประสบการณ์ฝึกงานในต่างประเทศ

นอกจากจะเก่งแล้วสาวหมวยยังมีชื่อเสียงในด้านความโชคดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาหาเธอเสียหมดจนได้รับขนานนามว่า ‘หมวยนำโชค’ ยกตัวอย่างตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติทุกเครื่องในโรงพยาบาลที่เธอกดนั้นถ้าไม่แถมน้ำเพิ่มก็แถมเงิน ไปไหนมาไหนก็ไม่เคยต้องรอนานเพราะไฟเขียวตลอด พูดง่ายๆ ว่าโชคและสิ่งดีๆ เข้ามาหาเธอทุกลมหายใจเข้าออกเลยทีเดียว จนผู้คนรอบข้างตัวเธอนั้นได้รับอานิสงค์ไปด้วย

ระหว่างที่เดินกลับไปที่แผนกนั้นปูนนึกถึงหน้าของหญิงสาวที่เธอเจอหน้าตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ สาวสวยตาคมผิวเข้มแบบไทยแท้ที่ให้ความรู้สึกว่าอายุมากกว่าเธออยู่หน่อยๆ ยืนทำหน้า

เหวอตอนที่เธอกำลังหยิบเครื่องดื่มออกจากตู้นั้นมันดูตลกชะมัด แถมยังบอกว่าตู้เสียอีกต่างหาก ไม่เห็นเสียสักหน่อยท่าทางคงจะโชคร้ายไปกดตอนที่เครื่องมันกำลังรวนถึงไม่ได้อะไรกลับไปกินเลย ใจจริงก็อยากจะเก็บชาเขียวเอาไว้กินเองแต่เห็นว่าหันมาบอกว่าตู้เสียก็เลยใจดีให้ไป
 
ปูนเปิดน้ำอัดลมขึ้นมาดื่มพลางยืนดูนิตยสารที่อยู่บนชั้นหน้าแผนก หยิบหนังสือขึ้นมาพลิกๆ ดูแล้วก็วางลงที่เดิม จากนั้นก็เดินเข้าห้องไปดูตารางงานของสัปดาห์ใหม่ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ซึ่งตอนนี้มีเพื่อนร่วมงานของเธอ 2 – 3 คนนั่งดูอยู่ก่อนแล้ว

   “ปูน... พรุ่งนี้คิวเยอะมั้ย” เมย์ สาวรูปร่างผอมบางผมสั้นถาม

สาวหมวยพลิกหน้ากระดาษไปดูตารางงานของตัวเองแล้วตอบว่า “มี 3 คิว”

“ต้องขึ้นวอร์ดป่ะ”

“ไม่ต้อง”

“หูย... ดีว่ะ เราอ่ะโดนตั้ง 5 คิว แถมต้องขึ้นวอร์ดเย็นอีกต่างหาก”

พุฒ ชายหนุ่มหน้าตี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ ปูนก็ถามขึ้นมาว่า “แล้วปูนมีเวรขึ้นวอร์ดวันไหนล่ะ”

“วันศุกร์เช้า”

“โชคดีอีกและ” จิ๊บ สาวโย่งผิวคล้ำพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงคล้ายๆ ประชด

“ไม่หรอกน่า มันก็ตามตารางนั่นแหละ” นักกายภาพสาวตอบเสียงเนือยๆ

“ปูนจ๋า... ขอแลกเวรได้มั้ยอ่ะ” สาวผมสั้นเข้ามาเกาะแขน

“แลกเวร... พรุ่งนี้อ่ะเหรอ”

“อื้อ พอดีเค้ามีนัดกับแฟนอ่ะ นะๆๆๆๆๆ ปูนว่างไม่ใช่เหรอ”

“ก็... ว่างอ่ะนะ”

“แลกเวรกันเถอะนะๆๆ ไว้เค้าจะซื้อขนมมาฝากตัวเองนะ”

“วอร์ดไหนล่ะ” สาวหมวยถามพลางโยนกระป๋องน้ำอัดลมที่เธอดื่มหมดแล้วลงถังขยะ

“ออร์โธ อ่ะ” (ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedic) ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก)

   “ก็ได้ๆ งั้นศุกร์เช้าเข้าวอร์ดเด็กแทนเราละกัน”

“เย้... ปูนน่ารักที่ซู้ดดดดด” เมย์เขย่าแขนเพื่อนสาวเป็นการใหญ่ “งั้นเราเอาตารางไปเปลี่ยนให้ก่อนนะ”

“อื้อ”

เพื่อนๆ มองสาวผมสั้นที่รีบกุลีกุจอเขียนตารางงานเป็นการใหญ่ด้วยใบหน้าแบบขำๆ หนุ่มตี๋ก็เลยพูดขึ้นมาว่า

“ท่าทางไอ้เมย์มันอยากไปเที่ยวกับแฟนมันจริงๆ ถึงได้ทำขนาดนี้”

“มันคงเบื่ออ่ะพี่ ดูคิวมันดิตั้ง 5 คิว แถมขึ้นวอร์ดแบบนี้ มันคงได้เสียกะคนไข้ก่อนจะได้เสียกะแฟนล่ะ” สาวโย่งพูด “เห็นมันบ่นๆ ว่ามาทำงานโรง’บาลเวลาที่อยู่กับแฟนน้อยลงอ่ะ แฟนมันก็บ่นๆ มาเหมือนกัน”

“ไม่อยากทำงานโรง’บาลก็ไปทำงานที่คลีนิกดิ ฟิสเนสก็ได้ ไม่เห็นจะยากเลย” พุฒพูด

“ประเด็นคือพ่อกับแม่มันอยากให้ทำงานที่นี่อ่ะดิ” จิ๊บพูดต่อ

“อ่ะนะ... อันนี้ก็ไม่รู้เว้ย เรื่องภายในครอบครัว” หนุ่มตี๋พูดพลางมองไปที่สาวหมวยที่กำลังหยิบแฟ้มรายงานของเธอขึ้นมาอ่าน

“แล้วปูนล่ะ” พุฒถาม

“อะไรเหรอพี่”

“เมื่อไหร่จะมีแฟน”

“หึ... ยัง ถ้ามีแล้วปวดหัวแบบเมย์ก็ไม่รู้จะมีทำไม”

“อะไรเนี่ย อุตส่าห์เป็นดาว 5 สถาบันทั้งทีไม่มีใครมาจีบเลยหรือไง” รุ่นพี่หนุ่มถามต่อ

“จะมีได้ยังไงล่ะพี่ ก็ไอ้ดาวกายภาพ 5 สถาบันของพี่คัดจากความโก๊ะอ่ะสิ ช่วงนั้นหนูบ้าๆ อยู่ด้วย เค้าก็เลยคัดหนูขึ้นไปประกวด ยังดีนะเนี่ยที่เต้นแค่ท่าปาล์มมี่ไมได้ขึ้นไปเต้นท่าเท่ง เถิดเทิงเป็นของแถม ไม่งั้นหนูอายเค้าตายเลย”

สาวหมวยพูดย้อนไปถึงช่วงที่เธอเรียนปี 1 ของคณะกายภาพบำบัดซึ่งมีการเข้าค่ายแลกร่วมกันของคณะกายภาพบำบัด 5 สถาบันการศึกษา เธอถูกคัดเลือกขึ้นไปให้ประกวดดาวเดือน พวกรุ่นพี่ขอให้เธอเต้น เธอก็เลยจัดท่าปาล์มมี่ไปให้แบบเต็มๆ จนพวกรุ่นพี่และเพื่อนๆ หัวเราะกันจนท้องแข็งและก็ทำให้คว้าตำแหน่งดาว 5 สถาบันมาครองได้ในที่สุด

“เอาน่าๆ... ตอนเรียนเห็นเดินควงอยู่หลายคน และไม่มีตัวจริงบ้างเหรอ”

“พวกนั้นเป็นเพื่อนอ่ะพี่”

“ให้มันจริงเถอะ” สาวโย่งถาม

“จริง” จะไปบอกใครได้ยังไงล่ะว่า หมวยนำโชคอย่างเธอนั้นไม่มีโชคเรื่องคนรักเพราะคบกันมากี่คนต่อกี่คนก็แห้วหมดไม่รู้เป็นเพราะอะไรกันแน่ แต่ตอบพวกรุ่นพี่ไปแบบนั้นเพื่อไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น บุรุษพยาบาลเดินเอาชาร์ตคนไข้เข้ามาให้หนุ่มตี๋

“เฮ้ย! คนไข้พี่มา เดี๋ยวไปก่อนนะ”

“ค่า...” สองสาวที่อยู่ในห้องตอบรับ

. . .
สองสัปดาห์ผ่านไป พิมพรรณพายายของเธอมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อมาถอดเฝือก คุณหมอเจ้าของไข้พอใจกับอาการของยายนิที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

“ดีขึ้นมาแล้วนะครับ แต่อย่างไรซะผมขอให้ทานยาต่อจนหมดและทำกายภาพบำบัดทุกวัน ประมาณ 2 เดือน ช่วงเดือนแรกๆ อาจจะต้องมาที่นี่ทุกวันหน่อยนะครับ”

“ค่ะ” หญิงชราตอบรับ

“งั้นเดี๋ยวผมจะนัดคิวของนักกายภาพให้ แต่ก่อนอื่นผมพาคุณนิสาไปดูแผนกกายภาพบำบัดก่อนกลับก็แล้วกันนะครับ จะได้คุ้นเคยไว้ก่อน”

บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นพายายนิและบรรณาธิการสาวไปที่แผนกกายภาพบำบัด เมื่อมาถึงด้านหน้าเคาน์เตอร์สาวตาคมก็เห็นคนที่เธอรู้สึกว่าคุ้นหน้าอยู่ คนๆ นั้นคือสาวหมวยที่ยื่นขวดชาเขียวให้เธอนั่นเอง

‘ทำงานตรงนี้เองเหรอเนี่ย’ พิมพรรณคิดในใจ

ปูนที่กำลังเซ็นชื่อในชาร์ตคนไข้ก็เงยหน้าขึ้นมาพอดี หญิงสาวทั้งสองสบตากัน สาวหมวยที่จำบรรณาธิการสาวได้ก็ยิ้มให้ตามมารยาทแล้วก็ก้มลงทำงานต่อไป

“พรุ่งนี้ยังไงก็ให้มาที่นี่นะครับ” บุรุษพยาบาลบอกกับญาติคนไข้

“ค่ะ”

“งั้นลงไปรับบัตรนัดที่เคาน์เตอร์ชำระเงินนะครับ”

“ค่ะ”

วันต่อมาบรรณาธิการสาวพาหญิงชราไปทำกายภาพบำบัดตามที่หมอสั่ง ระหว่างที่ทั้งสองกำลังขึ้นลิฟต์ไปยังแผนกกายภาพบำบัดนั้น สาวตาคมก็หยิบการ์ดใบเล็กๆ ซึ่งเป็นบัตรนัดขึ้นมาดู บนการ์ดนั้นมีตัวเลขเหมือนเป็นรหัสอะไรสักอย่าง แล้วมีชื่อของคน 2 คน คนหนึ่งเป็นหมอประจำตัวของยาย ส่วนอีกคนหนึ่งน่าจะเป็นชื่อของนักกายภาพบำบัด

“นพนลัท พิศิษฐโกศล... ผู้หญิงหรือผู้ชายละเนี่ย” พิมพรรณพูดพึมพำกับยาย

“ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้น่า ยายแก่แล้ว ไม่ถือหรอกขอให้หายได้ เดินเหินคล่องเหมือนเดิมก็พอ”

“ค่ะ... พิมก็แค่เป็นห่วงยาย อยากได้ผู้หญิงมาช่วยดูยายเท่านั้นเองล่ะค่ะกลัวว่าผู้ชายจะมือหนักไป”

“จ้าๆ ยายเข้าใจๆ แต่ก็นะ เลือกไม่ได้นี่นา หมอเค้าเป็นคนเลือกให้ แถมยังบอกว่าคนนี้เป็นมือหนึ่งเรื่องทำกายภาพให้คนแก่อีก ก็ต้องเชื่อหมอเค้าล่ะ”

“ค่ะ... ขอให้เก่งจริงก็แล้วกัน”

เมื่อมาถึงหน้าเคาน์เตอร์แผนกกายภาพบำบัดและยื่นบัตรนัดเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบกางเกงสีฟ้าอ่อนก็เดินออกมาจากห้องด้านหลังแล้วยกมือไหว้ทั้งสอง

“สวัสดีค่ะ นพนลัทค่ะ”

หญิงชรายกมือรับไหว้ด้วยใบหน้ายิ้มๆ ส่วนบรรณาธิการสาวรับไหว้แบบอึ้งๆ

‘หมวยหน้าอ่อนคนนี้เนี่ยนะ มือหนึ่ง! ให้ตายเหอะหมอพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย!’สาวตาคมคิดในใจ

ปูนขอให้บุรุษพยาบาลเข็นหญิงชราเข้าไปในห้องเล็กซึ่งเป็นห้องทำกายภาพบำบัด ส่วนเธอเองก็นำเอาป้ายชื่อ หมายเลขห้องที่ใช้งานและเวลาที่คาดว่าจะทำงานเสร็จเอาไว้หน้าห้อง เมื่อเห็นว่ายายเข้าไปในห้องแล้ว พิมพรรณกะว่าจะไปหาหนังสือพิมพ์และนิตยสารเพื่อหาอะไรมาอ่านฆ่าเวลาระหว่างรอแต่สาวหมวยก็หันมาเธอแล้วพูดเสียงเรียบๆ ว่า

“จะเข้ามาด้วยมั้ยคะ”

“ได้เหรอคะ”

“ได้ค่ะ ที่นี่ไม่มีกฎห้ามให้ญาติเข้ามาดูนี่คะ”

‘กวนเชียวละแม่คนนี้’  พิมพรรณคิด

เมื่อเดินเข้าไปในห้องด้านหลังเคาน์เตอร์ก็เป็นห้องโถงกว้างที่มีอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดนานาๆ ชนิด ทั้งบาร์ช่วยเดิน ลูกบอลใหญ่ จักรยานไฟฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย บุรุษพยาบาลเข็นยายนิไปที่ห้องเล็กที่อยู่ด้านใน เป็นห้องเดี่ยวที่กว้างประมาณหอพักนักศึกษาที่มีเตียง โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ราวแขวนเสื้อและลำโพงติดผนังที่เปิดเพลงผ่อนคลายอารมณ์

“ขออนุญาตค่ะ”

หลังจากที่ช่วยหญิงชราเปลี่ยนเสื้อผ้าและพยุงขึ้นเตียงแล้ว สาวหมวยก็หายไปพักหนึ่งแล้วกลับเข้ามาด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องอัลตร้าซาวน์ ผ้าประคบ ห่อยานวด หลังจากนั้นเธอก็ทำการนวดและกายภาพบำบัดตามโค้ดที่หมอสั่ง

‘เก่งเหมือนกันแฮะ’ บรรณาธิการสาวคิดในใจขณะที่มองดูกระบวนการทำงานของสาวหมวย ไม่คิดว่าหน้าอ่อนๆ แบบนี้จะทำอะไรดูคล่องไปหมด ไม่เห็นเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนเฉื่อยๆ เอื่อยๆ ไม่มีแรงเอาซะเลย
“เจ็บหน่อยนะคะ” นักกายภาพสาวบอกกับยายนิขณะที่เธอกำลังลงมือนวดข้อเท้า

“อูย...” เสียงร้องของหญิงชราดังมาเป็นระลอกๆ

สาวหมวยจับข้อเท้าของยายหักขึ้นๆ ลงๆ ได้ไม่เท่าไหร่เธอก็ลองให้หญิงชราเอาเท้าแนบกับเตียงแล้วลงน้ำหนักดู

“รู้สึกยังไงบ้างคะ”

“เจ็บๆ เสียวๆ จ้ะ เหมือนไม่ใช่ขาตัวเองเลย”

“ช่วงแรกๆ จะเป็นแบบนี้ล่ะค่ะ แต่อาการจะดีขึ้น ถ้ายังไงกลับไปถึงบ้านแล้วลองออกกำลังขาจำพวกนั่งห้อยเท้าแล้วยกขึ้นๆ ลงๆ เบาๆ สัก 20 ครั้ง อันนั้นจะช่วยได้ค่ะ แล้วก็ถ้ายืนไหว ลองหาที่ยึดแล้วยืนดู นับ 1 – 10 แล้วนั่งลง แบบนี้ก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ”

“จ้ะ หนูเก่งจัง”

“ไม่หรอกค่ะ คุณนิสาเก่งต่างหาก ยังแข็งแรงดีอยู่อย่างนี้ ไปแข่งเดินมาราธอนได้เลยค่ะ”

“เข้าใจยอคนแก่นะเนี่ย... หนูชื่ออะไรจ้ะ”

“นพนลัทค่ะ”

“ยายหมายถึงชื่อเล่น”

“อ๋อ... ปูนค่ะ”

“เรียกยายว่ายายก็แล้วกันนะลูก ยายนิ ส่วนโน่นหลานยาย พิมพรรณ” หญิงชราชี้ไปที่สาวตาคมที่นั่งอยู่ข้างเตียง

นักกายภาพสาวหันไปยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อยตามมารยาท บรรณาธิการสาวเองก็ทำเช่นเดียวกัน

“เรียกพิมเฉยๆ ก็ได้นะคะ”

“ค่ะ”

หลังจากเสร็จกระบวนการทำกายภาพวันนี้แล้ว สาวหมวยก็กดเรียกบุรุษพยาบาลให้มาช่วยเข็นรถหญิงชราไปด้านนอก

“รับบัตรนัดด้านหน้านะคะ” ปูนบอก

“ขอบใจมากนะจ้ะ”

“ค่ะ พบกันใหม่พรุ่งนี้ค่ะ”

“จ้าๆ”

พอสาวตาคมจะก้าวขาเดินออกนอกห้อง ขายาวๆ เจ้ากรรมก็ดันไปเกี่ยวกับราวแขวนที่อยู่ด้านข้าง ทั้งคนทั้งราวกำลังจะล้มลงทั้งคู่

“ซวยแล้ว...” บรรณาธิการสาวอุทานด้วยเสียงที่ไม่ดังมาก เธอกำลังจะล้มลงไปฟาดกับขอบเตียง สาวตาคมหลับตาปี๋

แต่แล้วมีมือมาฉุดเธอไม่ให้ล้มไปทางนั้น พิมพรรณถลาเข้าหาตามแรงฉุดแล้วล้มทับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่ม เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเธอล้มทับตัวของสาวหมวยอยู่

“เฮ้ยยยยย!” เสียงอุทานดังมาจากคนที่อยู่ด้านล่างเมื่อราวแขวนผ้ากำลังจะหล่นลงมาทับ

“อ้ายยยยย” พิมพรรณหลับตาปี๋อีกครั้งด้วยความกลัวแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ฮู้ยยย เซฟ” เสียงนักกายภาพสาวดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายลืมตาขึ้นมามองก็เห็นเท้าของปูนยกขึ้นมายันราวแขวนผ้าที่กำลังจะตกลงมาทับพวกเธออยู่

‘นี่เรา... เราไม่เป็นอะไร ใช่มั้ยเนี่ย! ไม่มีของเสียหายด้วย!’

“ช่วยลุกขึ้นยืนหน่อยได้มั้ยคะ จะไม่ไหวแล้ว” สาวหมวยส่งเสียงบอกอีกฝ่ายที่กำลังมองไปรอบๆ ตัวแบบอึ้งๆ

“ค... ค่ะ” สาวตาคมรีบลุกขึ้นมาแล้วยกราวแขวนผ้ากลับไปไว้ที่เดิม

“ขอบคุณมากนะคะ... ที่ช่วยเอาไว้”

“ไม่เป็นไรค่ะ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดอยู่แล้ว”

“ค่ะ”

“เดินทางปลอดภัยนะคะ”

“ค... ค่ะ”

เมื่อญาติของคนไข้เดินออกจากห้องไปแล้ว ปูนก็มาสำรวจตัวเองแล้วก็ขำกับเหตุการณ์เมื่อครู่

“จะเรียกว่าซุ่มซ่ามหรือว่าซวยดีล่ะเนี่ย... แต่ดีแล้วล่ะที่ไม่เป็นอะไร Lucky!”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 มกราคม 2014 เวลา 09:10:09 nuffy »




 

Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.