web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 880
Latest: Levitra5a
New This Month: 0
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1553
Total Topics: 886
Most Online Today: 28
Most Online Ever: 186
(14 มีนาคม 2020 เวลา 14:00:42 )
Users Online
Members: 0
Guests: 9
Total: 9

ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ ๓  (อ่าน 989 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ n-ew

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
ตอนที่ ๓
« เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2014 เวลา 13:24:59 »
ตอนที่ ๓

 เรื่องเพลงจะให้ร้องสักกี่เพลงต่อกี่เพลง นับดาวก็ใส่อารมณ์ร้องได้ไม่มีผิดเพี้ยน แต่เรื่องการแสดงที่จะต้องเล่นเป็นคนอื่น และต้องเล่นให้เข้ากับคนอื่นด้วยแล้ว ทำเอาเพลินพิณต้องสั่งคัทแล้วคัทอีก จนนับดาวมีท่าทางเครียดอย่างเห็นได้ชัด เพลินพิณเลยต้องสั่งพักกอง แล้วเรียกให้นับดาวเข้าไปคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว

“มีอะไรจะต่อว่าก็เชิญ” นับดาวบอกทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้นั่งเลยด้วยซ้ำ

“นั่งลงก่อนสิ” เพลินพิณบอกเสียงนุ่ม นับดาวเลยต้องนั่งลงตรงหน้า มองสบตาตรงๆ อย่างพร้อมตั้งรับ

“ทำไมถึงต้องต่อว่าคุณด้วยล่ะ” เพลินพิณถามกลับเสียงนุ่ม

“ก็ฉันเล่นไม่ได้เรื่อง  ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลา” นับดาวโพล่งบอกอย่างอึดอัด กับความผิดพลาดของตัวเอง

“คุณนับดาว...ใจเย็นๆ นะคะ ไม่มีใครเค้าต่อว่าคุณหรอกน่า วันนี้มันแค่วันแรกของการถ่ายทำ คุณทำได้ขนาดนี้มันก็ดีมากๆ แล้วล่ะ” เพลินพิณพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เพื่อให้นับดาวดีขึ้น หากแต่นับดาวก็ยังเหมือนเด็กดื้อรั้น คิดว่าความเข้าใจของตัวเองถูกต้องเสมอ

"คุณไม่ต้องมาทำพูดดีหน่อยเลย อยากจะด่าจะว่าอะไรก็เชิญ" บอกด้วยเสียงขุ่นมัวอย่างพาลๆ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน กับคนอื่นเธอไม่เคยกล้าใส่อารมณ์ด้วยแบบนี้ แต่ทำไมกับเพลินพิณ เธอถึงได้ไม่รู้จักเกรงกลัว กับการเป็นผู้กำกับของเพลินพิณเลยแม้แต่น้อย

"ได้ คุณเล่นได้แย่มากๆ เท่าที่ฉันเป็นผู้กำกับมา ไม่เคยเห็นใครเล่นได้ห่วยแตกแบบนี้มาก่อนเลย แบบนี้ใช่ไหมที่คุณต้องการน่ะ สบายใจขึ้นบ้างหรือยังล่ะ ฉันจะได้พูดในสิ่งที่ฉันอยากจะพูดบ้าง ในฐานะผู้กำกับการแสดงของคุณ" เพลินพิณว่าให้ตามที่นับดาวต้องการ เสียงแข็งในตอนท้าย พร้อมกับสายตาที่มองจ้องอย่างเอาเรื่อง ทำเอานับดาวพูดไม่ออก เลยได้แต่นิ่งเงียบ เม้มปากแน่น

"พร้อมที่จะฟังแล้วใช่ไหม" ทอดเสียงถามอย่างนุ่มนวลขึ้น เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก ความที่เป็นผู้ใหญ่กว่าทำให้เธอรู้ว่าจะต้องเย็นให้ได้มากกว่านับดาว

"ค่ะ" หลุดปากสั้นๆ

"พี่...เอ่อ...ขอแทนตัวว่าพี่ก็แล้วกันนะ เพราะเราคงต้องทำงานด้วยกันอีกนานหลายเดือน" เพลินพิณเริ่มต้นอย่างค่อนข้างยากเหมือนกัน กับการที่จะต้องพูดกับคนที่มีความมั่นใจ และเชื่อมั่นในตัวเองสูงอย่างนับดาว

"แล้วแต่...พี...เอ่อ...ผู้กำกับค่ะ" คำว่าพี่เกือบออกจากปากของนับดาว แต่เธอกลับรู้สึกกระดากเลยเปลี่ยนเป็นผู้กำกับแทน

"พี่อยากจะบอกกับคุณนะว่าจริงๆ แล้ว คุณไม่ได้เล่นแย่ หรือทำไม่ได้ พี่ค่อนข้างมั่นใจด้วยซ้ำ ว่าคุณสามารถทำมันได้ดี ถ้าคุณจะเปิดใจยอมรับในสิ่งที่คุณกำลังทำมันมากกว่านี้ แล้วพี่อยากให้คุณตัดเอาความคิดที่ว่าไม่ชอบ ไม่อยาก ทิ้งออกไปก่อน แล้วคุณจะทำมันได้ดีขึ้น พอๆ กับการร้องเพลง พี่เชื่อมั่นในตัวคุณ แล้วก็อยากให้คุณเชื่อแบบนั้นด้วย ถ้าเราเชื่อว่าทำได้ก็ต้องได้ คุณผ่านงานใหญ่กว่านี้มาแล้ว ทำสมาธิและปรุงแต่งจิตใจคุณใหม่ แล้วลองออกไปทำอีกทีนะคะ" เพลินพิณพูดในสิ่งที่เธอควรพูดเสร็จแล้ว ก็ทิ้งให้นับดาวอยู่กับตัวเอง โดยห้ามน้ำตาลหรือใครๆ เข้าไปรบกวนเพราะเธออยากให้นับดาวได้มีเวลาคิด และทำสมาธิ

เป็นพักใหญ่ๆ นับดาวถึงได้เดินออกมา สีหน้าดูมั่นใจขึ้น และเมื่อเพลินพิณสั่งเดินกล้องอีกครั้ง นับดาวก็สามารถเล่นได้ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง แม้จะมีติดขัดบ้างในบางช่วง บางตอน แต่เพลินพิณก็ช่วยบอกและแก้ไข จนสามารถผ่านไปได้ เพราะคราวนี้นับดาวยอมฟัง และทำตามที่เพลินพิณบอก โดยไม่มีการต่อต้านเหมือนที่ผ่านมา งานวันนี้จึงเสร็จลงท่ามกลางความพึงพอใจของทุกคน แม้ว่าเวลามันจะล่วงเลยไปมาก แต่ทุกคนก็เข้าใจ และยิ้มให้กันอย่างโล่งใจที่งานยากๆ ผ่านไปได้ด้วยดี

"ผู้กำกับค่ะ" นับดาวเข้าไปหาเพลินพิณ ขณะที่เธอกำลังเช็คดูความเรียบร้อยก่อนกลับ

"นับดาวมีอะไรคะ ยังไม่รีบกลับไปพักผ่อนอีกเหรอ พรุ่งนี้ต้องถ่ายในสวน งานหนักเลยนะคะ"

"ก็กำลังจะกลับ แต่ว่าอยากมาขอบคุณผู้กำกับก่อน"

"ขอบคุณ..." ทวนคำอย่างสงสัย พร้อมกับเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

"ค่ะ เอ่อ...ดาวขอบคุณมากนะคะ ที่ผู้กำกับให้โอกาส และก็แนะนำสิ่งที่ดีๆ ให้กับดาว ทำให้วันนี้ผ่านไปได้" นับดาวพูดอ่อนลง แล้วยังแทนตัวเองว่าดาวอีก ทำเอาเพลินพิณยิ้มให้อย่างพึงพอใจ ที่นับดาวละพยศลงได้

"ไม่เป็นไรหรอกคะ เป็นหน้าที่ของผู้กำกับอย่างพี่อยู่แล้ว กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่นะคะ พรุ่งนี้เราจะได้ลุยกันใหม่ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราคงต้องกินนอนอยู่ในกองถ่ายหลายวันเลยแหล่ะ ต้องถ่ายกลางคืนด้วยนี่" เพลินพิณยิ้มให้อย่างเอ็นดู กับการรู้จักปรับตัวของนับดาว เธอช่างเหมือนต้นไผ่ที่รู้จักลู่ไปตามลม ไม่แข็งขืนต่อต้านอย่างเดียว ไม่แปลกใจเลยที่เธอเป็นขวัญใจของผู้คนทั้งประเทศ

"ค่ะ ผู้กำกับก็เหมือนกันนะคะ พักผ่อนเยอะ ๆ เพราะต้องใช้พลังกำกับคนที่เล่นห่วยอย่างดาวไปอีกนาน" บอกกลับยิ้มๆ

"พี่ว่าเรียกพี่เพลิน หรือพี่เฉยๆ ก็ได้นะ เรียกผู้กำกับดูเป็นทางการจัง" คำพูดดูเป็นกันเองขึ้น

"ไม่ดีกว่าค่ะ เรียกผู้กำกับมันดูขลังดี" บอกแล้วยิ้มกว้างให้ก่อนเดินจากไป ไม่ว่าจะยังไงนับดาวก็ยังคงความดื้อรั้นได้เหมือนเดิม เพลินพิณมองตามรู้สึกดีขึ้น ที่เธอสามารถทำลายเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างเธอกับนับดาวลงได้ แต่ถ้าจะให้ยอมทำตามทั้งหมดก็คงไม่ใช่นับดาวสินะ

น้ำตาลขับรถเข้ามาส่งนับดาวที่บ้านก็เป็นเวลาค่อนดึกแล้ว บ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์ที่นับดาวอาศัยอยู่กับพ่อ และแม่เลี้ยงซึ่งพ่วงลูกติดมาด้วย เงียบราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิต มันทำให้เธอถอนใจอย่างเงียบเหงาขณะเดินเข้าบ้าน

"กลับมาได้แล้วเหรอคะ คุณนับดาวนักร้องดัง" ปิ่นผกาแม่เลี้ยงร้องถามจากมุมหนึ่งของห้องโถง น้ำเสียงมีแววเยาะหยัน

"ค่ะ ไม่น่าเชื่อนะคะว่าคุณแม่เลี้ยงจะมารอรับลูกเลี้ยงด้วย" นับดาวตอบกลับแรงไม่แพ้กัน ความเงียบที่เธอคิดเมื่อสักครู่มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

"ใช่ฉันมารอเธอจริงๆ นั่นแหล่ะ เมื่อวานฉันบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าคุณลดากับพงศธรลูกชายเค้าจะมาทานข้าวที่บ้าน ให้เธอรีบกลับมา แต่นี่เธอจงใจแกล้งฉีกหน้าฉัน" ต่อว่าอย่างกรุ่นโกรธ เพราะเธอต้องการให้นับดาวแต่งงานกับพงศธร ซึ่งเป็นลูกชายมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เธอกับลดาแม่ของพงศธรหวังจะดองกัน

"ฉันต้องทำงาน ไม่มีเวลามาทำอะไรไร้สาระให้คุณหรอก แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่เคยรับปากคุณ" นับดาวตอบกลับเสียงเรียบ

"งานเต้นกินรำกินของเธอนั่นนะเหรอ มันจะได้สักเท่าไหร่เชียว ถ้าเธอแต่งงานกับพงศธร เธอไม่ต้องทำอะไรไปทั้งชาติยังได้เลย" ทำหน้าดูถูกดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด

"ยังไงฉันก็ยังรู้จักหาเงินใช้เอง ไม่ใช่ผลาญแต่เงินคุณพ่อเหมือนคุณกับลูกสาว ทำตัวเหมือนปลิงคอยแต่ดูดเลือด อ้อแล้วถ้าคุณอยากสบายนั่งกินนอนกิน ทำไมไม่ให้ลูกสาวคุณแต่งเองล่ะ" โต้กลับอย่างไม่ยอมลดละ แล้วยังรู้สึกสะใจ เมื่อเห็นสีหน้าของปิ่นผกาที่โกรธ จนแทบอยากจะฉีกเนื้อเธอออกเป็นชิ้นๆ ยิ้มเยาะใส่ก่อนจะเดินผ่านหน้าแม่เลี้ยง ไปยังห้องของเธอ แต่ก็ยังแว่วเสียงของปิ่นผกาดังตามมาให้ได้ยิน

"เออถ้าตาพงศธรมันไม่ตาต่ำชอบแต่เธอ ฉันก็ไม่มีวันง้อเธอหรอก"

นับดาวเดินเข้าห้องตัวเองมาได้ ก็ถอนหายใจหนักๆ อย่างเบื่อหน่าย นานแค่ไหนแล้วที่เธอต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เธอรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่สวรรค์สำหรับเธออีกต่อไป นับตั้งแต่วันที่พ่อรับเอาปิ่นผกาเข้ามาเป็นแม่เลี้ยงของเธอ หนำซ้ำยังพ่วงเอาแพรลดาลูกสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ เข้ามาคอยอิจฉาริษยาให้เธอได้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ
คิดเลยไปถึงพงศธรลูกชายของคุณลดา ที่แม่เลี้ยงของเธอพยายามจะให้เธอเกี่ยวดองด้วยแล้ว ภาพผู้ชายอ้วนดำที่พยายามเข้าใกล้ พยายามเอาอกเอาใจเธอ ช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน ถ้าเธอต้องได้เจอทุกวัน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนั้น เธอยอมตายเสียยังดีกว่า
 
“ดาว นอนหรือยังลูก” เสียงพ่อร้องเรียกอยู่หน้าห้อง ทำให้เธอตื่นจากความคิด รีบเร่งไปเปิดประตูให้ผู้เป็นพ่อทันที

“ยังคะ พ่อมีอะไรกับหนูหรือเปล่าคะ”

“เหนื่อยไหมลูก” แทนคำตอบ หากแต่ผู้เป็นพ่อกลับเอ่ยถามให้เธอได้ชื่นหัวใจ พลางเอื้อมมือมาลูบผมของลูกสาวคนเดียวอย่างรักใคร่ นั่นทำให้เธอรู้สึกอุ่นวาบลึกอยู่ในหัวใจ

“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ พ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“พ่อจะบอกหนูว่าไม่ต้องไปสนใจน้าปิ่นเค้าหรอกนะ เค้าอยากว่าอยากทำอะไรก็ช่าง หนูไม่จำเป็นต้องฝืนใจทำตามเค้า ธุรกิจของพ่ออยู่ได้ดี ไม่ต้องให้ใครมาช่วย ส่วนตัวเค้าเองก็ให้เค้าช่วยตัวเองไป พ่อบอกเค้าแล้วว่าอย่ามายุ่งกับลูก แต่ก็อย่างที่ลูกรู้นะแหล่ะ เคยเชื่อฟังที่ไหนล่ะ ห่วงก็แต่หนูจะรำคาญใจเปล่าๆ” ผู้เป็นพ่อบอกน้ำเสียงแววตาห่วงใยลูกสาวยิ่งนัก แค่นี้ก็ทำให้นับดาวชื่นหัวใจ หายจากอาการขุ่นมัวทั้งหมดลงได้ พ่อไม่เคยทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเลยสักครั้ง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว พ่อไม่เคยยอมให้แม่เลี้ยงรังแกเธอได้เลย
 
“พ่อเป็นยังไงบ้างคะ หนูมัวแต่ออกไปทำงานไม่ได้เจอพ่อเลย พรุ่งนี้ก็คงจะต้องไปกินนอนอยู่ในกองถ่ายนานเป็นอาทิตย์ ไม่ได้อยู่ดูแลพ่อบ้างเลย” บอกพ่อด้วยน้ำตาพราว

“ไม่เป็นไรหรอกลูก ดาวไม่ได้ไปเหลวไหลที่ไหน ไปทำตามฝันของลูก ทำในสิ่งที่ลูกชอบ พ่อยังไม่แก่ขนาดที่จะต้องให้ลูกมาคอยเฝ้าดูแลสักหน่อย อีกอย่างพ่อมีลูกเป็นดาราน่าภูมิใจจะตาย บ้านของพ่อก็ขายได้เพราะชื่อเสียงของลูกช่วย ดีซะอีก” พ่อบอกด้วยสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ก่อนอ้าแขนรับลูกสาวที่ผวาเข้าสวมกอดอย่างชื่นใจ

“นอนพักเถอะลูก พ่อไม่กวนแล้วล่ะ ฝันดีนะลูก อ้อ...อย่าลืมโทรมาหาพ่อบ้างนะจ๊ะ” น้ำเสียงของพ่ออ่อนโยน แววตาคู่นั้นก็บอกความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม ก่อนยื่นหน้ามาหอมหน้าผากลูกสาวเบาๆ

“ค่ะพ่อ ขอบคุณนะคะ ฝันดีค่ะ” เพียงเท่านี้ก็ชื่นใจที่สุดแล้วสำหรับเธอ ล้มตัวลงนอนอมยิ้มอย่างมีความสุข คิดถึงคำพูดของพ่อที่บอก บ้านพ่อขายได้เพราะชื่อเสียงของเธอ พ่อของเธอทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยใช้ชื่อนับดาว ทำให้เปิดโครงการใหม่เมื่อไหร่ ยอดจองก็เต็มตลอด พ่อมักจะยกให้เป็นความดีความชอบของเธอ อย่างน้อยๆ ระหว่างเธอกับพ่อ ก็ยังมีสายใยของความเป็นพ่อลูกกันเสมอ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอทนอยู่ที่นี่ เพราะพ่อคนนี้คนเดียวเท่านั้น...

 :29: :29: :29:




 

Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.