web stats

ข่าว

+-User

Welcome, Guest.
Please login or register.
 
 
 
Forgot your password?
ปัญหาการสมัครสมาชิก
วิธีเปลี่ยนสถานะเป็นนักเขียน
วิธีลงนิยาย
วิธีใช้งานบอร์ด

+-สถิติการใช้งาน

Members
Total Members: 880
Latest: Levitra5a
New This Month: 0
New This Week: 0
New Today: 0
Stats
Total Posts: 1553
Total Topics: 886
Most Online Today: 27
Most Online Ever: 186
(14 มีนาคม 2020 เวลา 14:00:42 )
Users Online
Members: 0
Guests: 12
Total: 12

ผู้เขียน หัวข้อ: Hidden Agenda Chapter 13  (อ่าน 2181 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nuffy

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
Hidden Agenda Chapter 13
« เมื่อ: 25 มกราคม 2014 เวลา 08:54:06 »
Chapter 13

หลังจากทริปทำบุญที่จังหวัดเพชรบูรณ์วีนัสและพีทพร้อมด้วยผู้จัดการส่วนตัวของทั้งสองถูกผู้บริหารของบริษัทเรียกพบด่วน เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ซีนและแจน PR สาวสั่งให้สมาชิกของบริษัทที่เดินทางไปด้วยทุกคนให้ปิดปากเงียบ และขอร้องทีมจากสถาบันฯ ไม่ให้พูดเรื่องนี้

“ไหน... เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้พี่ฟังหน่อยได้มั้ย” พิชิตพูดกับดาราหน้าหวาน หลังจากที่เขาฟังเรื่องราวจากอีกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว

ดาราสาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างตั้งแต่วันที่เธอให้สัมภาษณ์ วันที่พีทเดินเข้ามาถามก่อนที่จะออกทริป ช่วงที่ดาราหน้าตี๋ดักรอเธอหน้าห้องน้ำหญิง และเหตุการณ์ที่เธอถูกเขาดึงตัวออกไปนอกห้อง

“เค้าตะโกนใส่นัส เค้าว่านัสเสียๆ หายๆ แต่นัสก็พยายามอดทนไม่ตอบโต้ แล้วเค้าก็จะใช้กำลังกับนัส นัสก็เลยป้องกันตัวเอง” วีนัสเล่าเสียงเรียบ

ผู้บริหารหนุ่มถอนหายใจ “สิ่งที่นัสเล่าตรงกับที่แจนเล่า แต่ไม่ตรงกับที่พีทบอกกับพี่เลย... นัสคิดว่านัสจะทำยังไงกับเรื่องนี้”

“ถ้าตอบในส่วนของนัส... นัสรู้สึกไม่ไหวกับเรื่องแบบนี้ค่ะ นัสคิดว่ามันเยอะเกินไปแล้วสำหรับเรื่องแบบนี้ นัสทราบนะคะว่านี่คือรักโปรโมทที่บริษัทสร้างขึ้นมา นัสพยายามแล้วแต่นัสคิดว่ามันไม่ใช่และนัสก็พยายามบอกพีทแล้วด้วยแต่เค้าก็ไม่ฟัง”

ผู้จัดการสาวร่างใหญ่ของวีนัสถอนหายใจ “แต่หนูทำแบบนี้ไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ”

“เหตุการณ์ในตอนนั้นนัสคิดว่านัสไม่ได้ทำเกินไปหรอกค่ะ เค้าใช้กำลังกับนัสนะคะ นัสผิดเหรอคะที่นัสจำเป็นต้องป้องกันตัวเอง”

พิชิตพูดขึ้นมาว่า “ไม่ผิดหรอกที่ป้องกันตัวเอง แต่เรื่องนี้มันบานปลายกันไปใหญ่ ดีที่ทางสถาบันฯ เค้าไม่พูดอะไรก็เลยไม่ออกมาเป็นข่าว ส่วนพีทเองพี่ก็เห็นว่าเค้าทำผิดจริง แล้วเค้าก็ยอมรับผิดแล้วด้วย... ที่พี่เรียกนัสมาคุยก็เพราะอยากฟังความเห็นจากนัสว่าจะทำงานยังต่อไป ยังอยากจะทำงานกับพีทต่อมั้ย หรือว่ามีทางอื่นที่ดีกว่านี้”

“ในเมื่อมันเป็นแบบนี้แล้ว นัสคิดว่านัสขอหยุดงานไว้สักพักค่ะ นัสอยากพักผ่อนแล้วค่อยกลับมาลุยงานต่ออีกครั้ง แต่ถ้าทางบริษัทพิจารณาแก้ไขกับเรื่องที่เกิดขึ้น... ทางพี่อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างนัสกับพีทแล้วอยากจะโปรโมทเรื่องนี้ต่อไปนัสบอกตรงๆ เลยว่านัสไม่ไหว แล้วนัสก็คง... ขอลาออกค่ะ”

จ๋าและพิชิตขมวดคิ้วทันที “หมายถึงหนูจะยกเลิกสัญญาที่เหลือกับเราอีกปีครึ่งน่ะเหรอ... ไม่ได้นะ พี่ไม่ยอม หนูรู้ตัวมั้ยว่าหนูพูดอะไรออกมา” ผู้จัดการสาวร่างใหญ่รีบพูดขึ้นมาทันที

“ค่ะ” ดาราหน้าหวานยืนยันเสียงหนักแน่น

ผู้บริหารหนุ่มยิ้ม “ใจกล้าดีนี่... รู้หรือเปล่าว่าบริษัทลงทุนกับนัสไปเท่าไหร่”

“ทราบค่ะ... แล้วนัสก็ทราบว่าถ้านัสลาออกก่อนที่จะหมดสัญญานัสต้องชดใช้คืนเป็นสามเท่าจากรายได้ปีล่าสุดของนัส แต่ถ้ามันแลกกับความสบายใจของนัส นัสก็คิดว่าคุ้มค่ะ”

พิชิตนั่งคิดอยู่นานหลังจากนั้นเขาก็บอกกับดาราสาวว่า “เอางี้... พี่จะให้นัสพักร้อนสองอาทิตย์กับยกเลิกงานที่คู่กับพีททั้งหมด หลังจากหมดวันหยุดพี่จะจัดงานแถลงข่าวเรื่องนัสกับพีทว่าไม่ได้มีอะไรต่อกันแล้วก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม โอเคมั้ย”

“ค่ะ... ขอบคุณนะคะที่เข้าใจนัส” วีนัสยกมือไหว้พิชิต

...

“เค้าบอกมาแบบนั้นเหรอ” กี้พูดขณะที่กำลังเดินซื้อของตามลิสต์รายการที่ยาวเป็นหางว่าวภายในห้างค้าส่งแห่งหนึ่งใกล้กับสถาบันฯ

“อื้อ ฉันก็เลยได้หยุดสองอาทิตย์” วีนัสพูดขณะที่เดินตามหลังอีกฝ่าย

“โห... ดีจัง ได้พักร้อนด้วย... แล้วจะไปไหนล่ะ” สาวเซอร์พูดพลางหยิบปากกาลูกลื่นหลายกล่องใส่ในรถเข็น

“ก็กลับว่าจะกลับบ้านน่ะ ไม่ได้นอนบ้านมาหลายเดือนแล้ว... แล้วก็อาจจะไปกินข้าวหรือไม่ก็ไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆ ที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาน่ะ”

“คนที่คุณคุยด้วยที่ร้านกาแฟน่ะเหรอ” กี้ถามแล้วก้มลงไปหยิบลวดหนีบกระดาษขึ้นมา 2 แพ็ค

“แพทก็เป็นหนึ่งในนั้นแหละ แต่ก็มีคนอื่นๆ ไปกันด้วย... ไปกันหลายคน” ดาราหน้าหวานพูดแล้วแอบดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่สาวเซอร์ก็ยังทำหน้าเฉยๆ “แล้วคุณล่ะ... ช่วงที่ฉันหยุดคุณทำอะไรเหรอ ออกต่างจังหวัดหรือเปล่า”

“ก็เตรียมงานที่เมืองทองไง ถึงได้มาซื้อของที่จะต้องใช้ในงานวันนี้ งานจัดสามวันคงขลุกอยู่ที่นู่นตลอดเลยล่ะ ไม่ได้ออกไปไหนหรอก หลังจากนั้นก็ทำรายงาน เตรียมงานทริปต่อไป...” สาวเซอร์พูดแล้วหันมายิ้ม “คิดว่าฉันจะหนีคุณไปไหนเหรอ”

ดาราสาวยิ้มแล้วยกมือปัดผมขึ้นทัดหู “ก็... ไม่รู้สิ”

“ยังอยู่จนกว่าจะได้ดูคุณเต้นท่าไก่ย่างน่า... ไม่ไปไหนหรอก”

วีนัสหัวเราะ “คนบ้า... เสร็จจากนี่แล้วคุณต้องรีบกลับหรือเปล่า”

กี้ส่ายหน้า “ทำไมเหรอ”

“ไปเดินดูของเล่นๆ ด้วยกันมั้ย... อยากได้คนเดินเป็นเพื่อน” วีนัสพูดพลางเข้าไปจับมืออีกฝ่าย

“อื้อ...” สาวเซอร์บีบมือกลับไป

สองสาวเดินเคียงคู่กันดูของที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่เต็มไปด้วยช็อปของแบรนด์เนม กี้เดินดูของเฉยๆ แบบไม่สนใจอะไรมากนัก ในขณะที่อีกฝ่ายหยิบของชิ้นนั้นชิ้นนี้ขึ้นมาดูด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ดาราหน้าหวานพยายามบังคับให้สาวเซอร์ลองกางเกงยีนส์ยี่ห้อดังที่เธอเลือกให้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ปฏิเสธอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องหยุดเพราะคำพูดที่ว่า

“ไหนบอกว่าจะยอมไง... คิดจะกลับคำเหรอ” ดาราสาวพูดด้วยเสียงดุๆ จนกี้ส่งเสียงถอนหายใจออกมาแล้วเข้าไปลองกางเกงแต่โดยดี

ระหว่างที่กำลังยืนรออีกฝ่ายลองเสื้อผ้านั้น วีนัสก็ยืนเลือกเสื้อผ้าหลายชิ้นที่อยู่บนราวแขวน แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมองเห็นคนที่คุ้นหน้าเดินเข้ามาใกล้

“ใช่นัสจริงๆ ด้วย” สาวแว่นหน้าหล่อคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก เธอคนนั้นเป็นสาวไทยเชื้อสายจีน ผมซอยประบ่าและจัดทรงแบบหนุ่มเกาหลี

“เอ่อ... อื้อ...”

“ตอนแรกคิดว่าไม่ใช่ คิดว่าวันนี้นัสทำงานซะอีกก็เลยไม่ได้โทรไปหา ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอกันที่นี่” สาวแว่นหน้าหล่อยิ้มให้เธออีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคู่สนทนาที่เงียบกริบ

“เราขอโทษนะนัส เราขอโทษที่บอกเลิกนัส... ตอนนั้นเราเหงา เราเครียด เรารู้สึกแย่ก็เลยหงุดหงิดใส่นัส เรารู้ว่าเราผิดนะ...”

“แล้ว... ยังไงเหรอ จอมก็เลยคิดว่าเลิกกับเราเป็นวิธีที่ดีที่สุดใช่มั้ย” ดาราหน้าหวานพูดออกมาเบาๆ

แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมานั้น สาวเซอร์ก็เปิดประตูห้องลองเสื้อออกมา เธอมองไปที่ดาราสาว สลับกับสาวแว่นหน้าหล่อแบบงงๆ วีนัสรีบหันไปหากี้ทันที

“อ้ะ! ใส่ได้พอดีเลย...” ดาราหน้าหวานทำมือให้อีกฝ่ายหมุนตัวให้ดู “สวยดี... แถมไม่ต้องตัดขากางเกงด้วย” 

“อื้อ...” สาวเซอร์ดูตัวเองในกระจก เมื่อสบตาดาราสาวที่เงาสะท้อนก็เห็นว่าอีกฝ่ายหลบตาเธอ “ก็ดีนะ แต่แพงอ่ะ... ขอเปลี่ยนกลับไปใส่ตัวเดิมก็แล้วกัน”

สาวแว่นหน้าหล่อพูดแทรกขึ้นมาว่า “นัสยังใช้เบอร์เดิมอยู่ใช่มั้ย... งั้นเราขอโทรไปหานัสได้หรือเปล่า”

หญิงสาวเจ้าของชื่อไม่ตอบ มือของเธอกำที่ชายเสื้อของกี้แน่น สาวเซอร์เห็นแล้วหันไปพูดกับวีนัสว่า “คุณ... ตอบเค้าสิ เพื่อนคุณรออยู่นะ” เธอกระซิบบอกกับอีกฝ่ายว่า “ถ้าคุณไม่ตอบดูท่าทางจะไม่ยอมไปไหนแน่ๆ”

ดาราหน้าหวานถอนหายใจแล้วตอบกลับไปว่า “จอมจะโทรหาเราอีกทำไม... ยังมีอะไรที่ต้องคุยกันอีกเหรอ ก็ในเมื่อเราเลิกกันแล้ว”
 
สาวเซอร์ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อของสาวแว่นหน้าหล่อแต่ก็ไม่พูดอะไร ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสาม ดาราสาวมีท่าทางอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคนที่วีนัสเรียกว่าจอมนั้นก็ทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็พยายามกลั้นใจแล้วชวนกี้คุย

“เอ่อ... ลืมแนะนำตัวเลย หวัดดีฮะ จอมฮะ... จอมขวัญ เป็นแฟนของนัส” สาวแว่นหน้าหล่อยื่นมือให้สาวเซอร์จับเพื่อทักทาย

“อดีตแฟนต่างหาก” ดาราหน้าหวานพูดออกมาเบาๆ ทำให้จอมชะงัก

กี้ขมวดคิ้วแต่ก็ยื่นมือไปจับมืออีกฝ่าย “ค่ะ... กีรติค่ะ เรียกกี้เฉยๆ ก็ได้ค่ะ”

“คุณกี้เป็นเพื่อนนัสเหรอฮะ”

ยังไม่ทันจะอ้าปากตอบสาวเซอร์ก็ถูกวีนัสดันตัวเข้าไปในห้องลองเสื้ออีกครั้งแล้วปิดประตูขังอีกฝ่ายไว้ ดาราหน้าหวานยืนพิงประตูที่มีกี้ยืนงงอยู่ด้านใน เธอได้ยินเสียงของดาราสาวพูดกับอีกฝ่ายว่า

“อย่ามายุ่งกับเพื่อนเรา... แล้วก็อย่าโทรมาหาด้วย เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว” หลังจากนั้นวีนัสก็เปิดประตูเข้าไปอยู่ในห้องลองเสื้อที่สาวเซอร์ยืนทำหน้างงอยู่ก่อนแล้ว

“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก... ใส่ตัวนี้แหละ ฉันชอบ” ดาราหน้าหวานพูดแล้วหยิบกางเกงยีนส์ตัวเก่าของอีกฝ่ายขึ้นมาถือไว้พร้อมกับดึงป้ายราคาออกจากกางเกงที่กี้ใส่อยู่ เธอจูบแก้มสาวเซอร์แล้วเดินออกจากห้องลองเสื้อไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน

กี้เดินออกมาจากห้องลองด้วยท่าทางมึนงงกับพฤติกรรมของอีกฝ่าย จอมขวัญออกจากร้านไปแล้วแต่เธอก็เห็นว่าสาวแว่นหน้าหล่อนั้นกำลังยืนคุยกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่เธอเห็นแค่ด้านหลังด้วยท่าทางสนิทสนมแล้วเดินควงแขนกันออกไปจากหน้าร้าน

สองสาวนั่งเงียบๆ บนรถคันหรูของวีนัสที่กำลังติดแหง็กอยู่บนถนนเพราะการจราจรที่หนาแน่นช่วงเลิกงาน สาวเซอร์ในฐานะคนขับแอบมองดาราหน้าหวานที่เอนหลังนอนมองไปนอกกระจกโดยไม่พูดอะไรออกมาเลยหลังจากที่เดินออกมาจากร้าน กี้เอื้อมมือไปกดวิทยุ เสียงเพลง hip hop จากคลื่นเพลงสากลดังขึ้นมา เธอกดเปลี่ยนคลื่นไปเรื่อยๆ จนไปเจอคลื่นรายงานสภาพจราจรแล้วก็หมุนปรับเสียงให้เบาลง

“เดี๋ยวมีตังค์แล้วค่อยใช้คืนนะ” สาวเซอร์พูดหลังจากรถเคลื่อนที่ไปได้นิดหนึ่ง

“ค่าอะไร...”

“ค่ากางเกงไง เบี้ยเลี้ยงทริปหน้าก็น่าจะพอล่ะ”

“ไม่ต้องหรอก... ฉันให้... ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดคุณล่วงหน้าก็แล้วกัน” ดาราสาวตอบเสียงเรียบ

“รู้เหรอว่าฉันเกิดวันไหน”

“ไม่รู้... คุณไม่เคยบอก”

“ลองเดาดูมั้ยล่ะ...” กี้พูด “ถ้าเดาถูก คุณอยากให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะทำให้ทุกอย่าง แต่ถ้าผิดฉันก็จะขอให้คุณทำอะไรให้ฉันอย่างนึง โอเคมั้ย”

วีนัสหันหน้ามาหาคนขับรถ เมื่อใบหน้าเซ็งๆ ของเธอมองเห็นใบหน้าที่ยิ้มน้อยๆ ของอีกฝ่ายก็ทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นมาเล็กน้อย “มีคำใบ้มั้ย”

“ไม่มี”

“ว้า... แล้วฉันเดาได้กี่ครั้งเหรอ”

“สามครั้ง... เริ่มเลยนะ ครั้งที่หนึ่งคือ...”

“วันคริสต์มาส” ดาราหน้าหวานตอบ

“ผิด... ครั้งที่สองล่ะ...”

“อืม... วันสงกรานต์”

“ไม่ใช่... ถ้าฉันเกิดวันนั้นจริงฉันคงจะชื่อว่านางสาวสงกรานต์ไปแล้วล่ะ เหลือครั้งสุดท้ายนะ ครั้งที่สาม”

“วัน... วัน... วันวาเลนไทน์ก็แล้วกัน” 

“ผิด... เฉลยเลยนะ... ฉันเกิดวันที่ 29 กุมภา”

ดาราสาวทำตาโตแล้วก็หัวเราะออกมา “คุณนี่นะ... นอกจากนิสัยจะแปลกๆ แล้วยังจะเกิดวันแปลกๆ อีกด้วย วันเกิดคุณนี่ก็ 4 ปีมีครั้งเดียว...”

“ก็เพราะเป็นแบบนี้แหละ บางปียังลืมวันเกิดตัวเองเลย มันก็แค่วันธรรมดาๆ วันนึงเท่านั้นเอง”

“แต่ฉันว่ามันก็เจ๋งดีนะ... วันเกิดคุณที่ผ่านมาปีนี้คุณทำอะไรเหรอ”

“ก็ไม่ได้ทำอะไร ช่วงนั้นต้องลงใต้... อ๋อ... จำได้แล้วล่ะ เกือบจะตายแหนะ” สาวเซอร์พูดราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้

“ยังไงเหรอ” วีนัสถามด้วยท่าทีที่สนใจมากขึ้น

“ไปทำงานที่สงขลาแล้วกลางคืนไปเที่ยวผับกัน ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะ อีกพวกนึงก็ออกไปเต้นกัน แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงปืน ใครก็ไม่รู้ยิงปืนเข้ามาในผับ ไม่ใช้แค่นัดเดียวนะ ยิงรัวเลยล่ะ รีบหลบลงใต้โต๊ะแทบไม่ทันเลยแล้วก็คลานๆๆๆ ออกไปที่ประตูหลังกับสองแล้วก็เพื่อนอีกคนนึง”

“แล้วมีใครเป็นอะไรมั้ย” ดาราหน้าหวานถามด้วยความตกใจ

“มีคนเจ็บ แต่ก็ไม่มาก รู้สึกว่าจะเป็นพวกคู่อริเค้ายิงกันน่ะ ที่ขำยิ่งกว่านั้นคือไอ้พวกที่ออกไปเต้นน่ะไม่รู้เรื่องอะไรเลยแถมยังเต้นต่อไปเรื่อยๆ จนตำรวจมาไล่ถึงจะยอมเลิก พอพวกนั้นกลับมาที่โรงแรมก็ด่าฉันใหญ่เลยหาว่ากินแล้วชักดาบไม่ยอมจ่ายเงินค่าเหล้า ก็เลยต้องจ่ายคืนพวกนั้นไป”

ดาราสาวหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า “น่ากลัวขนาดนั้นแล้วยังจะห่วงกินกันอีกนะพวกคุณเนี่ย”

“พวกนั้นถือคติว่าเจ็บตัวไม่ว่า... แต่อย่าให้ขวดเหล้าแตก รักยิ่งกว่าแฟนยิ่งกว่าคนที่บ้านอีกมั้ง”

วีนัสหัวเราะร่วน หลังจากที่หยุดหัวเราะเธอก็ถามว่า “เมื่อกี้ฉันเดาเรื่องวันเกิดของคุณผิด... คุณบอกว่าถ้าฉันเดาผิดฉันต้องทำอะไรให้คุณอย่างนึงใช่มั้ย... ฉันต้องทำอะไรเหรอ”

กี้หันมายิ้ม “คุณทำไปแล้วล่ะ”

ดาราสาวทำหน้างง “อะไรนะ...”

“คุณยิ้มกับหัวเราะไปแล้วไง นี่แหละที่ฉันอยากให้คุณทำ” 

ดาราหน้าหวานยิ้ม เธอปรับเบาะให้ตั้งตรงแล้วโน้มตัวไปหอมแก้มอีกฝ่าย “ขอบคุณนะ” เธอจับมือสาวเซอร์แล้วบีบแน่น

หลังจากนั่งรถไปได้อีกพักหนึ่งวีนัสก็พูดขึ้นมาเบาๆ ว่า “ทำไมวันนี้มันถึงได้วุ่นวายแบบนี้นะ... ทำไมต้องเจอจอมวันนี้ด้วย”

“คนนั้นเป็นคนที่บอกเลิกคุณใช่มั้ย... ตกใจนะเนี่ย เห็นเรียกชื่อจอมคิดว่าเป็นผู้ชายซะอีก ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้”

“อื้อ... ไม่ใช่ความผิดฉันนะ ก็คุณไม่เคยถามนี่นา”

“อ่าฮะ... ถึงว่า...”

“ถึงว่าอะไร”

“คุณถึงรู้หมดเลยว่าผู้หญิงชอบให้ทำแบบไหน”

“บ้า... พูดอะไรเนี่ยไม่อายบ้างเลย” ดาราหน้าหวานพูดแล้วหยิกแขนคนขับเบาๆ เธอพูดต่อว่า “ตอนที่เจอแพทที่เพชรบูรณ์ แพทก็บอกว่าเค้ากลับมาแล้วแต่ฉันไม่คิดว่าจะเจอเค้าเร็วขนาดนี้ บอกตรงๆ เลยว่าฉันไม่อยากเจอเค้า ไม่อยากคุย ไม่อยากได้ยินเสียงเค้าอีก แต่ทำไมเหมือนยิ่งหนีก็เหมือนยิ่งเจอ ทำไมฉันหาความสงบไม่ได้เลย ทำไมมีแต่คนมาวุ่นวายกับฉันก็ไม่รู้”

“ทำไมคุณจะหามันไม่ได้ล่ะ... ความสงบมันอยู่ที่ตรงนี้” กี้ชี้ไปที่ดาราสาว “ความสงบอยู่ที่ตัวคุณเอง... คุณเป็นดารา เวลาคุณเล่นละคร เล่นหนังคุณต้องใช้สมาธิถูกมั้ย... ลองคิดดูดีๆ สิว่าคุณท่องบทได้ยังไงในเมื่อรอบๆ ตัวคุณมีกล้อง มีไฟ มีคน ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม วุ่นวายไปหมด ถ้าใจคุณไม่นิ่งไปอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สงบหรอก”

วีนัสนั่งคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย สาวเซอร์พูดต่อว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะ พวกเราคาดเดาไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้แล้วก็เกิดขึ้นเร็วจนตามไม่ทัน... ก็ดูอย่างฉันสิ นอนอยู่บ้านอยู่ดีๆ วันต่อมาพ่อแม่ก็ตาย... ฉันแค่อยากให้คุณคิดซะว่า... Joy and sorrow are as near as today and tomorrow (ความสุขกับความทุกข์อยู่ใกล้กันเหมือนวันนี้กับวันพรุ่งนี้)

“ค่ะ... คุณเป็นคนดีเหมือนกันนะเนี่ย...” ผู้ฟังยิ้ม

“ไม่หรอก... จริงๆ แล้วฉันชั่วนะ” กี้พูดพลางหัวเราะทำให้อีกฝ่ายหัวเราะตามไปด้วย “ฉันมีมุมชั่วๆ มุมไม่ดีอยู่เยอะแยะมากมาย วันดีคืนดีคุณอาจจะเห็นฉันทำหน้าตาบู้บี้อารมณ์เสียอยู่ก็ได้ ฉันกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน พูดคำหยาบ ด่าเพื่อน เตะหมาข้างบ้าน แย่งที่นั่งคนแก่บนรถเมล์ แอบลักหลับคุณ เอ้ย! ไม่ใช่” พูดถึงประโยคนี้ดาราหน้าหวานก็ตีแขนสาวเซอร์ หลังจากนั้นก็ยกมือปัดผมขั้นทัดหู

“แต่ก็อย่างที่เคยบอกคุณ... ฉันพยายามชิลกับทุกเรื่อง ไม่เก็บอะไรมาเป็นอารมณ์แล้วก็... ช่างแม่ง”

“ก็นั่นสินะ... ช่างแม่ง” ดาราสาวพูดแล้วหันไปมองคนขับรถด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

...
วีนัสเดินเคียงคู่กับอุ้มดูตามบูธและซุ้มของหน่วยงานและจังหวัดต่างๆ ของงานสมัชชาพัฒนาคุณภาพชีวิตแห่งชาติภายในเมืองทองธานี เธอรู้สึกดีและมีความสุขเพราะเธอได้พักผ่อน หยุดงาน และไปไหนมาไหนก็ได้ตามอย่างที่เธออยากไป ช่วงที่เธอกลับบ้านนั้นพ่อกับแม่ดูท่าทางตกใจมากหลังจากที่ได้ฟังเหตุการณ์จากปากของเธอเอง สมาชิกทุกคนในบ้านดูจะเอาอกเอาใจเธอสุดๆ หลังจากที่ไม่ได้อยู่บ้านเสียนานจนเธอเริ่มจะขี้เกียจขึ้นมาบ้างแล้ว

สิ่งที่ดึงให้ดาราหน้าหวานออกจากบ้านมาที่งานนี้ก็คือโทรศัพท์จากจอมขวัญที่เพียรพยายามโทรหาและส่งข้อความมาหาเธอแทบจะทุกวัน เธอรู้ข่าวมาจากแพทและเพื่อนๆ อีกหลายคนว่าสาวแว่นหน้าหล่อนั้นกำลังไม่ลงรอยกับแฟนสาวคนใหม่ และต้องการจะกลับมาคบกับเธออีกครั้ง ดาราสาวจึงปิดเครื่องมือสื่อสารที่เธอใช้อยู่ประจำแล้วหันกลับไปใช้เบอร์โทรศัพท์เบอร์เก่าและโทรศัพท์เครื่องเก่าของเธอแทน เธอโทรหากี้ที่กำลังเตรียมงานอยู่ และดูเหมือนว่าสถาบันฯ ต้องการอาสาสมัครมาช่วยงาน เธอจึงรับอาสามาทำงานแทนที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน

“อุ้มกับนัสช่วยไปเอาข้าวกล่องที่ฮอลล์ 9 ให้หน่อย” โชคตะโกนบอกวีนัสและสาวหน้าฝรั่งที่อยู่ในเสื้อทีมของสถาบันฯ และกางเกงยีนส์ให้ช่วยงาน ตอนนี้สมาชิกของสถาบันฯ เริ่มคุ้นเคยกับเธอและเรียกเธอด้วยชื่อเฉยๆ

สองสาวในฐานะอาสาสมัครช่วยงานอย่างขันแข็งจนทุกคนต้องออกปากชม พวกเธอได้พักพร้อมกับสาวเซอร์ สอง จอย และเนม วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานซึ่งภาระหน้าที่ก็น้อยกว่าสองวันแรกมาก

“คุณๆ น้องๆ เค้ากำลังจะทำอะไรน่ะ” ดาราหน้าหวานดึงเสื้อกี้แล้วชี้ให้อีกฝ่ายดูกลุ่มเด็กๆ ในชุดสีสันสดใสที่กำลังล้อมวงกันอยู่

“อ๋อ... ลิเกฮูลู* เคยดูมั้ย” ดาราสาวตอบกลับด้วยการส่ายหน้า แล้วหลังจากนั้นพวกเธอก็นั่งดูการแสดงต่างๆ จากทุกภาค เดินดูของที่ชาวบ้านนำมาขาย รวมทั้งนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ

*การละเล่นพื้นบ้านแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ชักชอบงานแบบนี้ซะแล้วละสิ” วีนัสพูด “ที่นี่รับคนทำงานเพิ่มมั้ย”

สาวเซอร์หัวเราะแล้วตอบกลับมาว่า “ลองถามเจ้านายดูเองเลย อาจจะรับเพิ่มก็ได้มั้ง แต่บอกก่อนนะว่าฉันไม่มีเส้น”

“ว้า...”

“เฮ้ยกี้! พ่อมึงมา” ปรีชาตะโกนร้องบอกเพื่อนเมื่อเห็นร่างอ้วนๆ ของมิสเตอร์จิม สก๊อตเดินเข้ามาในบูธของสถาบันฯ

“ชิหายแล้ว” กี้พูดแล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ก็โดนดาราหน้าหวานดึงเสื้อเอาไว้

“จะไปไหนเหรอ... แล้วใครมา”

“ปล่อยก่อนสิคุณ เดี๋ยวอธิบายให้ฟังทีหลัง”

ดาราสาวขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า “ไม่เอา บอกมาก่อนสิว่าจะไปไหน” 

ผู้พันแซนเดอร์เห็นสาวเซอร์แล้วก็รีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับยิ้มกว้างๆ “ห่านเอ้ย ไม่ทันแล้ว”

“Ghee, nice to see you again (กี้ ดีใจที่ได้เจอคุณอีก)” มิสเตอร์จิมทักแล้วดึงตัวหญิงสาวเจ้าของชื่อเข้าไปกอด

“Y… yeah. Great to see you (ค... ค่ะ ดีใจที่ได้พบคุณ)” กี้ตอบด้วยเสียงแกนๆ แล้วส่งสายตาดุๆ ไปหาวีนัสที่นั่งทำหน้างงอยู่

แต่แล้วเมื่อผู้พันแซนเดอร์เห็นดาราหน้าหวานเขาก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจทันที ดาราสาวเองก็เช่นเดียวกันแล้วทั้งสองก็กอดกันแน่น

“Ohhh Venus, my lovely girl. How have you been? Long time no see, well, how many years we didn’t meet? (โอ้... วีนัส สาวน้อยที่น่ารักของผม เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย กี่ปีได้แล้วละเนี่ย)”

“Almost 6 years, I didn’t know you’re working in Thailand. I miss you so much, daddy (เกือบ 6 ปีแล้วค่ะ หนูไม่รู้ว่าคุณทำงานที่เมืองไทยด้วย คิดถึงพ่อมากเลยค่ะ)”

“Daddy? (พ่อเหรอ...)” สาวเซอร์ทวนคำพูดด้วยท่าทางที่บอกได้เลยว่างงเป็นไก่ตาแตก สมาชิกทุกคนก็เช่นเดียวกัน

“อื้อ... คุณจิมเป็นเพื่อนกับพ่อของฉันน่ะ แล้วก็รับเป็นพ่อทูนหัวตอนฉันเกิดด้วย” วีนัสอธิบายแล้วก็หันไปคุยกับผู้พันแซนเดอร์เป็นภาษาอังกฤษอย่างออกรส

“อะไรแม่งจะโคตรบังเอิญขนาดนี้วะ” สองที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นมาแบบงงๆ กี้ อุ้ม และจอยต่างพยักหน้ากับแบบเห็นด้วย

หลังจากนั้นสองพ่อลูกต่างเชื้อชาติก็ติดหนึบมิสเตอร์จิมเดินควงแขนลูกสาวบุญธรรมเดินเที่ยวไปรอบๆ งานด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งคู่ต่างคุยกันอย่างสนุกสนานตามประสาคนที่ไม่ได้พบกันมานาน แล้วพวกเขาก็กลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะมาฟังเสวนาวิชาการเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีสาวเซอร์รับหน้าที่เป็นล่ามให้กับผู้พันแซนเดอร์ตามเคย

ดาราหน้าหวานเท้าคางมองกี้ที่กำลังแปลคำพูดของคุณลุงคนหนึ่งที่เป็นเกษตรกรตัวอย่างจากจังหวัดราชบุรีที่กำลังพูดถึงวิธีการแบ่งพื้นที่การปลูกพืชชนิดต่างๆ ด้วยความสนใจ จากการพูดคุยกับพ่อทูนหัวของเธอ ดาราสาวเกริ่นเอาไว้ว่าเธออยากทำงานประจำที่ไม่ใช่งานแสดง งานที่เธอจบมาจริงๆ นั่นก็คือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอีกฝ่ายก็รับปากว่าจะหาตำแหน่งงานให้เพราะต้องการหาคนคอยประสานงานและติดต่อกับหน่วยงานในประเทศไทย

“To make it sustains, the point are how to covey this concept to others and… how to persuade people for taking action (วิธีที่ทำให้ยั่งยืนก็คือทำยังไงถึงจะกระจายแนวคิดนี้ไปให้คนอื่น และ... ทำยังไงถึงจะโน้มน้าวให้คนอื่นทำตาม)” กี้แปลประโยคสุดท้ายที่พิธีกรสรุปให้มิสเตอร์จิมฟังแล้วจิบน้ำตาม เธอแปลติดต่อกันมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว 

“Thank you very much. Your translation is good as usual. Good job (ขอบคุณมาก คุณแปลได้ดีเหมือนอย่างที่เคย เก่งมาก)” ผู้พันแซนเดอร์พูดพลางตบไหล่คนแปลจนแทบทรุด วีนัสแอบหัวเราะออกมาแล้วก็เดินไปส่งพ่อทูนหัวที่ด้านนอก

“ทำคะแนนใหญ่เลยนะ เมื่อไหร่จะไปขอลูกสาวเค้าล่ะ” อุ้มเดินเข้ามาแซว

สาวเซอร์ส่ายหน้าแล้วก็นั่งเอาคางวางบนโต๊ะ “ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

“ไม่เชื่อ อย่ามาหลอกกันหน่อยเลย” สาวหน้าฝรั่งพูด “ดูท่าทางนัสชอบกี้ออก”

“ไม่เห็นเคยบอกเลย” กี้พูดออกมาเบาๆ

“แล้วกี้เคยบอกนัสหรือเปล่าล่ะว่าชอบเค้า”

“…………” ไม่มีคำตอบออกมาจากอีกฝ่าย อุ้มถอนหายใจ

“โธ่เอ้ย... เป็นซะอย่างนี้แหละน้า ระวังใครเค้าจะมาคว้าไปล่ะ”

“ถ้าเค้าจะคบกับใครมันก็เรื่องของเค้าไม่ใช่เหรอ... ฉันไม่ได้คาดหวังให้มาคบกับคนอย่างฉันสักหน่อย”

สองเดินเข้ามาทันประโยคสุดท้ายของเพื่อนก็พูดว่า “คาดหวังสักหน่อยก็ดีมั้ง อย่างน้อยๆ นัสเค้าก็จริงใจกับแก แล้วคนอย่างแกฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะขี้เหร่ตรงไหนนี่หว่า”

สาวเซอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปจากห้อง “เป็นแบบนี้อีกแล้ว... แกหนีได้ไม่ตลอดหรอกนะ” สาวหมวยตะโกนไล่หลัง

กี้กำลังจะเดินออกจากประตูเล็กเพื่อออกไปสูบบุหรี่ด้านนอก แต่แล้วเธอก็พบกับดาราหน้าหวานที่กำลังเดินเข้ามาพอดี ทั้งคู่ตกใจเล็กน้อยแล้วดาราสาวก็ยื่นน้ำอัดลมกระป๋องให้อีกฝ่าย

“เห็นคุณคอแห้งก็เลยไปซื้อมาให้”

“อื้อ... ขอบคุณนะ” สาวเซอร์รับมาแล้วเปิดดื่มทันที “มีอะไรเหรอ...” เธอถามเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายที่มองเธออยู่เงียบๆ

“คืนนี้คุณจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เห็นพี่จอยกับเนมบอกว่าจะกลับ อุ้มกับสองก็จะกลับเหมือนกัน” วีนัสถาม ช่วงที่มีงานสถาบันฯ ได้เช่าห้องพักภายในเมืองทองธานีให้กับเจ้าหน้าที่ได้พักผ่อนเป็นชายสองห้องและหญิงอีกสองห้อง แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่ผู้ชายจะอยู่มากกว่า ส่วนผู้หญิงนั้นก็มีแต่กี้ สอง เนม และจอยที่พักอยู่เท่านั้น

“ยังไม่รู้เลยแฮะ ยังไม่ได้เก็บของเลย” กี้พูดแล้วสบตาอีกฝ่าย เมื่อเห็นท่าทางของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าที่กำลังยกมือปัดผมขึ้นทัดหู ใบหน้าของเธอก็ร้อนขึ้นมาทันที

“วีนัส... นัส” เธอเรียกชื่อดาราหน้าหวานขึ้นมาเบาๆ

“คะ”

“ค... คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนฉันได้มั้ย...” สาวเซอร์พูดแล้วจับมืออีกฝ่าย ใบหน้าของดาราสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วเธอก็ตอบออกมาเบาๆ ว่า

“ค่ะ”

สองสาวกลับมาถึงห้องพักเมื่อเวลาเกือบสามทุ่ม ในมือของกี้มีเบียร์กระป๋องยาวที่จิ๊กมาจากห้องของพวกผู้ชาย

“ว้าว ขนของไปซะเรียบเลยแฮะ จัดห้องให้ด้วย ฝีมืออุ้มแน่ๆ เลย” สาวเซอร์พูดเมื่อเห็นสภาพห้องพักที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ

วีนัสหัวเราะคิกคักแล้วนั่งลงบนเตียง เธอรับเบียร์มาจากอีกฝ่ายแล้วยกขึ้นดื่มแล้วแอบมองกี้ที่กำลังวางกระเป๋าเป้ลงแล้วเดินไปปิดม่าน

“เมื่อยชะมัด” สาวเซอร์พูดแล้วลงมานั่งข้างๆ อีกฝ่ายแล้วรับกระป๋องเบียร์มาดื่มต่อพลางกดรีโมทเปิดโทรทัศน์

“คุณจะอาบน้ำก่อนมั้ย” ดาราหน้าหวานถามขณะที่กำลังปล่อยผมออก

“คุณอาบก่อนก็ได้ เอาอีกมั้ย... จะหมดแล้วนะ” กี้ถามแล้วยื่นกระป๋องเบียร์ให้

ดาราสาวรับกระป๋องเบียร์มาแล้วดื่มจนหมด หลังจากนั้นก็หันไปหากระเป๋าเพื่อหาเตรียมชุดนอนแล้วเข้าไปอาบน้ำ เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ไล่ให้อีกฝ่ายที่กำลังจะหลับคาเตียงให้ไปอาบน้ำต่อ สาวเซอร์เดินไปปิดไฟหลังจากออกมาจากห้องน้ำในขณะที่วีนัสยังคงนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนเตียง

“วันนี้เหนื่อยมั้ย” กี้ถามพลางเข้ามากอดจากด้านหลังแล้วค่อยๆ ถอยพิงที่ผนังตรงหัวเตียง

ดาราหน้าหวานหันมาตอบว่า “นิดหน่อย... แต่ก็สนุกดี” เธอเอนตัวพิงอีกฝ่ายแล้วเอียงแก้มให้คนที่กอดได้หอมก่อนที่จะหันไปยิ้มให้ เธอหลับตารับจูบของสาวเซอร์เมื่อเห็นสายตาอ้อนๆ ของอีกฝ่าย

หลังจากนั้นจุมพิตหวานๆ ก็ของสาวก็เริ่มขึ้น ดาราสาวเผยอริมฝีปากเพื่อรับลิ้นหวานของสาวเซอร์ สองสาวขยับตัวลงไปนอนบนเตียงนุ่มขณะที่มือของพวกเธอกำลังทำหน้าที่สำคัญนั่นก็คือปลดเปลื้องเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจากตัว

วีนัสส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ เมื่อกี้จูบที่หน้าอกพร้อมๆ กับเล่นซนแถวๆ หน้าท้องของเธอ ดาราหน้าหวานรีบดึงตัวอีกฝ่ายขึ้นมาจูบแล้วพูดว่า

“อย่าเพิ่งสิ... วันนี้รีบจังเลย เมาหรือเปล่าเนี่ย”

“ไม่ได้เมาสักหน่อยก็แค่ทนไม่ไหว... ไม่ได้กอดคุณมาหลายวันแล้ว” สาวเซอร์พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ

“ฉันก็ไม่ได้ไปไหนสักหน่อยนี่นา อยู่กับคุณนี่แหละ”

“พูดจริงหรือเปล่า อย่าหลอกให้ดีใจเก้อนะ” กี้กระซิบที่ข้างหูของดาราสาว

“พูดจริงสิ... ฉันไม่ชอบพูดล้อเล่นเหมือนคุณหรอกนะ” วีนัสลูบแก้มของอีกฝ่าย

“งั้นก็ทำให้ฉันเชื่อสิว่าคุณพูดจริงไม่ได้พูดเล่น คนสวยมักใจร้าย... กลัวจะโดนหลอก”

ดาราหน้าหวานหัวเราะออกมาเบาๆ “ถ้าฉันใจร้ายจริงอย่างที่คุณพูด ฉันคงไม่อยู่ให้คุณกอดฉันแบบนี้หรอกนะ...” แล้วเธอก็กระซิบข้างหูของอีกฝ่ายว่า “ฉันจะอยู่กับคุณนะ... ฉันสัญญา คราวนี้ฉันรับรองเลยว่าฉันจะไม่ผิดคำพูดแน่นอน”

หลังจากนั้นดาราสาวก็ดึงสาวเซอร์เข้ามาจูบแล้วพลิกตัวขึ้นไปอยู่ด้านบน เธอเริ่มลูบไล้ไปตามร่างกายของอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าจุมพิตนั้นเร่าร้อนขึ้น เธอพรมจูบไปที่ลำคอสวยและค่อยๆ ไล่ลงไปที่หน้าอกก่อนที่จะลิ้มรสด้วยปลายลิ้น เธอได้ยินเสียงครางของกี้เมื่อได้รับสัมผัสจากเธอ หลังจากนั้นก็ค่อยจูบไล่ลงไปที่ด้านล่าง

กี้จิกปลายเท้าเมื่อริมฝีปากของอีกฝ่ายเคลื่อนเข้าไปใกล้จุดสำคัญ เธอสะดุ้งเมื่อปลายนิ้วอุ่นสัมผัสโดนที่จุดอ่อนไหว วีนัสจูบเธออีกครั้งเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ก่อนที่จะเริ่มทำในสิ่งที่พวกเธอปรารถนา

เสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ทำหน้าที่กลบเสียงหอบหายใจและเสียงร้องของสาวเซอร์ที่ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอ และมันก็ทำหน้าที่นี้อีกครั้งเมื่อดาราหน้าหวานร้องขอในสิ่งที่เธอต้องการจากอีกฝ่าย เสียงเพ้อเรียกชื่อกันและกันดังขึ้นมาบ่อยครั้งราวกับจะประกาศว่าบุคคลเจ้าของชื่อนั้นเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต

แม้ว่าเครื่องปรับอากาศภายในห้องจะเย็นแค่ไหน แต่ร่างกายของสองสาวที่อยู่ภายในห้องนั้นกลับเต็มไปด้วยเหงื่อ จุมพิตอันหอมหวานถูกแจกจ่ายไปทั่วร่างกายและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดแรง     





ออฟไลน์ nuffy

  • Moderator
  • ขาจร
  • *****
  • กระทู้: 93
Hidden Agenda Chapter 13(continued...)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 25 มกราคม 2014 เวลา 08:54:59 »
Chapter 13 (continued...)

สัปดาห์ต่อมา...

วีนัสอยู่ในชุดเดรสกระโปรงสวยสีเขียวอ่อนกำลังนั่งพูดคุยและหัวเราะอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ ของเธอที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยหญิงสาว ชายหนุ่ม และสาวหล่อทุกคนต่างยิ้มแย้มและส่งเสียงแซวกัน

“ใครจะไปคิดว่าคนที่ชอบเดินก้มหน้า ถามอะไรก็ตอบเสียงเบาๆ แล้วก็เดินก้าวเท้าเร็วๆ อย่างกับไปตามควายอย่างนัสเนี่ยจะกลายมาเป็นดารา ฉันนี่แหละคนนึงที่ไม่เชื่อ แต่พอมาวันนี้แล้วต้องเชื่อเลยอ่ะ เปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ” ทราย สาวเปรี้ยวในชุดเดรสสีแดงเพลิงพูดขึ้นมาแล้วจิบแชมเปญ

“ใช่ๆ แค่โฆษณาหรือถ่ายแบบภาพนิ่งก็ยังเฉยๆ แต่พอมาดูละครนะเล่นเอาอึ้งไปเลย ยิ่งฉากดราม่านะแบบว่า... ฉากที่นัสร้องไห้น่ะ โห... เล่นเอาร้องไห้ตามแบบไม่หยุดเลย ทำได้ยังไงเนี่ย” มิกซ์ หนุ่มเพลย์บอยพูดขึ้นมาบ้าง

“คนเรามันเปลี่ยนกันได้... เป็นไงล่ะ เพื่อนรักของฉันกลายเป็นดาราดังไปแล้ว ต้องขอเอารัศมีดาราเข้าตัวสักหน่อยเถอะ” อิม สาวผมสั้นพูดพลางกอดดาราหน้าหวานที่นั่งหัวเราะอยู่

“ไหนๆ แล้วที่มีข่าวกับดาราอีกคนนึงน่ะ... ชื่ออะไรนะ พีทใช่ป่ะ ใช่เรื่องจริงหรือเปล่านัส” แก้ว สาวแว่นถามขึ้นมา

ดาราสาวตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก... เป็นเพื่อนกัน เรายังไม่มีใคร...” พอเธอพูดจบประโยคก็คิดถึงกี้ขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ตอบเหมือนที่ให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีเลยอ่ะ ตอบเป็นมืออาชีพเลยเชียวนะคุณวีนัส” เจมส์ หนุ่มลูกครึ่งพูดขึ้นมาบ้าง

“ไหนๆ นัสก็ยังโสดอยู่ เราขอจีบได้ป่ะ” หนุ่มเพลย์บอยเสนอตัวขึ้นมาทันทีทำเอาทั้งโต๊ะหัวเราะ

“ไม่เอาน่า... ตอนนี้เราอยากจะขอพักหน่อยนะ ยังไม่อยากมีใครให้วุ่นวาย” วีนัสสกัดดาวรุ่งเพื่อนตัวเอง

“แน่ใจเหรอนัส... ไม่มีใครแล้วจริงๆ เหรอ” แพทที่นั่งฟังอยู่นานก็พูดขึ้นมาบ้าง

“อื้อ... แน่ใจสิ” ดาราหน้าหวานตอบ แต่ก็ไม่เต็มเสียงนัก

เสียงอื้ออึงของโต๊ะเงียบเสียงลงเมื่อมีคนสองคนคนเดินเข้ามาที่โต๊ะ “โทษที มาช้าไปหน่อย”

จอมขวัญเดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวหน้าตาน่ารักที่ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกครึ่งเอเชียเพราะภาษาไทยของเธอคนนี้ไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่ เสียงออกจะแปร่งๆ เหมือนคนจีน เธอคนนี้ชื่อเจสซี่ ซู

ดาราสาวมองไปที่อดีตแฟนแล้วไม่พูดอะไร เธอหันไปคุยกับอิมที่กำลังแซวเรื่องชุดของทรายอยู่แล้วหัวเราะออกมา สาวลูกครึ่งแฟนใหม่ของสาวแว่นหน้าหล่อจ้องมองมาที่เธอแล้วหันไปคุยกับแฟนตัวเองด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

“อื้อ ช่วงนี้นัสว่างเหรอเห็นไม่ค่อยได้ออกงานเลย” หนุ่มลูกครึ่งถาม

“ช่วงนี้ได้พักน่ะ พอดีว่าก่อนหน้านี้ทำงานต่อกันยาวจนทรุดเลย บริษัทก็เลยให้หยุด... แต่เดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำงานแล้วล่ะ พักร้อนหมดแล้ว”

“เป็นดาราก็มีวันลาพักร้อนด้วยแฮะ... แล้ววันหยุดไปทำอะไรมา” สาวเปรี้ยวถาม

“อยู่บ้าน แล้วก็ไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานของเพื่อนที่รู้จักกันที่เมืองทองน่ะ เจอ Daddy ในงานด้วย ก็เลยของานทำซะเลย” วีนัสพูดขำๆ

“อ้าวเหรอ... จะเลิกเป็นดาราแล้วเหรอ” สาวหล่อพูด

“ก็คิดว่านะ... เหลือสัญญาอีกแค่ปีครึ่งเอง อาจจะไม่ต่อก็ได้” ดาราหน้าหวานพูดด้วยท่าทางเซ็งๆ “ไม่รู้สิ เรื่องเยอะมาก ทำงานมาตั้งหลายปีแล้วก็ยังรู้สึกไม่ชิน อีกอย่างดารามันก็แค่อาชีพนึงเท่านั้นเอง ความไม่แน่นอนของอาชีพนี้มันก็มีสูง”

“มันก็ใช่นะ” สาวแว่นพูด

“อื้อ... บางทีก็ทำงานก็รู้สึกแย่อ่ะนะ อยู่ดีๆ บางทีก็ถูกด่า พื้นที่ส่วนตัวหาย เราเองก็ไม่อยากเอาชีวิตส่วนตัว เอาความเป็นตัวเรามาขายให้คนอื่นดูหรอกนะ” ดาราสาวพูดต่อ

“นัสดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย” จอมขวัญพูดออกมาด้วยน้ำเสียงชื่นชม “แล้ว... รู้สึกแย่หรือเปล่าเวลามีคนมาเขียนอะไรแย่ๆ เกี่ยวกับนัสหรือด่านัส”

วีนัสปรายตามองไปที่อดีตแฟนนิดหนึ่งแล้วพูดโดยที่ไม่มองไปที่อีกฝ่ายว่า “ตอนแรกๆ ก็เครียดนะ แต่หลังๆ นี่ไม่แล้ว มีคนเคยสอนเราว่า เราไปห้ามความคิดเห็นของคนอื่นไม่ได้ ขนาดกับพ่อแม่เราเรื่องบางเรื่องความคิดเห็นยังไม่ตรงกันเลย แล้วคนพวกนั้นคือใครที่เราเองก็ไม่รู้จัก มันเป็นสิทธิของพวกเค้าที่จะคิดแบบไหนก็ได้กับเรา ถ้าเราเก็บเอามาคิดมันก็ทำให้เราไม่มีความสุข เพราะงั้นก็อย่าไปสน แค่ทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

“เจ๋งดีนะ... ใครสอนล่ะเนี่ย” มิกซ์พูด

“...เพื่อนน่ะ”

โต๊ะอาหารเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องอื่นอยู่พักใหญ่ หลังจากนั้นจู่ๆ เจสซี่ก็ถามวีนัสว่า “ตอนนี้คุณวีนัสคบกับใครอยู่หรือเปล่าคะ”

หญิงสาวเจ้าของชื่อขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “ยังไม่มีค่ะ” เธอพูดดักคออีกฝ่ายว่า “ถ้าจะถามเรื่องพีท ก็ขอตอบเลยว่าไม่ใช่ นัสไม่ได้ชอบเค้า”

“เห็นตอนแรกๆ มีข่าวว่าคุณนัสคบกับผู้หญิงไม่ใช่เหรอคะ” สาวลูกครึ่งถามต่อ

ดาราหน้าหวานหัวเราะ “ลองถามคนที่เคยเป็นข่าวกับนัสดูมั้ยละคะว่ารู้สึกยังไง” เธอตอบแล้วพยักพเยิดไปทางแพท

สาวหล่อหัวเราะ “วุ่นวายสุดๆ เลย เราก็เพิ่งจะกลับมา เบื่อๆ เหงาๆ ตอนนั้นเห็นนัสยังว่างๆ ไม่ค่อยรับงานก็เลยชวนไปกินข้าว ชวนไปดูหนังด้วยกันแค่ครั้งสองครั้งเอง ดันออกมาเป็นข่าวใหญ่ซะอย่างงั้น มีคนแอบตามถ่ายรูปด้วยนะ ตอนนั้นสงสารตัวเองสุดๆ”

“ไม่สงสารเราหรือยังไง แพทมาแล้วก็กลับไป คนที่รับมือกับพวกนี้ก็คือเรานะ” ดาราสาวพูดยิ้มๆ

“แล้วคิดว่าจะมีแฟนอีกเมื่อไหร่ละคะ” เจสซี่ถามเสียงเข้ม

“ตอบไม่ได้หรอกค่ะ... ถ้าถามถึงตอนนี้ก็...” วีนัสนึกถึงคำพูดของสาวเซอร์ที่เคยตอบเธอว่า “เห็นเพื่อนๆ มีกันแล้วก็ปวดหัว อยู่คนเดียวดีกว่า”

“แน่ใจเหรอคะว่าจะทำอย่างนั้นได้ เพราะฉันรู้สึกว่าคนแถวนี้อยากจะกลับไปเป็นแฟนคุณวีนัสจะตายไป” สาวลูกครึ่งพูดกระแทกเสียง

ดาราหน้าหวานเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อมองไปที่อดีตแฟนเธอก็เดาได้ว่าข่าวลือที่เพื่อนๆ เล่ากันมานั้นก็น่าจะมีเค้าของความจริง สาวแว่นหน้าหล่อหลบตาเมื่อเห็นเธอมองมา

“ถ้าคุณพูดออกมาแบบนั้น นัสก็คงห้ามความคิดของคุณไม่ได้ แต่นัสจะขอพูดตรงๆ กับคุณเจสซี่นะคะว่ามันห้ามไม่ได้หรอกค่ะถ้าแฟนเราจะไปมีคนอื่น คนเราถ้าจะไปเขาก็ไปค่ะ นัสรู้ดี... นัสเจ็บมาแล้ว สิ่งที่คุณกำลังพูดถึงนัสว่า... ของแบบนั้นมันอยู่ที่จิตใต้สำนึกของคนที่เป็นแฟนของคุณแล้วล่ะค่ะว่าเค้าคิดดีกับคุณหรือเปล่า”

“อุ้ย... แรงอ่ะ... แต่ชอบนะเนี่ย พูดได้ดีมากๆ เลยนะวีนัส” ทรายพูดออกมาพลางปรายตาไปที่จอมขวัญ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทนที่จะนั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ได้อีกต่อไป สาวแว่นหน้าหล่อรีบลุกขึ้นแล้วลากแขนแฟนสาวตัวเองออกไป

แพทอมยิ้ม “พูดได้เจ๋งดีนี่นัส มีคนสอนอีกหรือเปล่าเนี่ย”

“อื้อ...”

“แล้วคนนั้นสอนอะไรอีกหรือเปล่า เกี่ยวกับเรื่องของจอมน่ะ” สาวหล่อถามต่อ

“เค้าบอกกับเราว่า... ช่างแม่ง” ดาราสาวพูดแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

ทุกคนที่โต๊ะหัวเราะออกมาพร้อมกันแล้วก็แพทยกแก้วเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมา “แก้วนี้ขอดื่มให้กับอาจารย์ผู้สอนคำว่า ‘ช่างแม่ง’ ให้กับวีนัส”

เพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ก็ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมารวมทั้งวีนัสด้วย แล้วสาวหล่อก็หันมาถามเพื่อนว่า “แล้วคนนั้นชื่ออะไรเหรอ”

“กี้” ดาราหน้าหวานตอบ

“ขอดื่มให้กับคุณกี้ สำหรับคำที่โดนใจเราที่สุดในวันนี้... Cheers! (ดื่ม)” แพทพูด

“Cheers! (ดื่ม)” ทุกคนพูดตามแล้วดื่มเครื่องดื่มจนหมดแก้ว

ก่อนที่ดาราสาวจะกลับสาวหล่อเดินเข้ามาคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องของจอมขวัญ ดูเหมือนว่าหลังจากที่สาวแว่นหน้าหล่อลากเจสซี่ออกจากร้านไปนั้น ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรงและดูเหมือนสาวลูกครึ่งจะบอกเลิกอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว

“เราว่าเร็วๆ นี้จอมคงจะเริ่มตามนัสแล้วล่ะ ระวังตัวด้วยล่ะ”

“อื้อ... ขอบคุณนะ”

“เราชอบที่นัสพูดที่โต๊ะนะที่บอกว่าคนอื่นมีสิทธิที่จะคิดแบบไหนก็ได้ ถ้าเก็บเอามาคิดก็ทำให้ไม่มีความสุข” แพทพูด

“เหรอ... แล้วเราจะบอกเจ้าของคำพูดนี้ให้นะ”

“ใช่คุณกี้หรือเปล่า” วีนัสพยักหน้าตอบ

“ชักอยากเจอซะแล้วล่ะสิ เป็นคนที่น่าสนใจมากๆ เลยนะเนี่ย”

ดาราหน้าหวานยิ้ม “แพทเคยเจอแล้วล่ะ... จอมก็ด้วย”

“จริงเหรอ... เราเคยเจอกับคุณกี้ที่ไหนล่ะเนี่ย”

“ที่ร้านกาแฟไง คนที่เราฝากจ่ายเงินค่ากาแฟ”

สาวหล่อทำท่านึกหลังจากได้ที่ดาราสาวบอก “อ๋อ... ใช่ผู้หญิงที่ตัวสูงๆ ท่าทางเซอร์ๆ หน้าตาง่วงนอนๆ เดินมากับผู้หญิงหมวยๆ อีกคนนึงอ่ะนะ”

วีนัสหัวเราะ “คนนั้นแหละ”

“เห... ไม่คิดว่าจะพูดอะไรได้คมขนาดนี้เลยนะเนี่ย... แล้วที่บอกว่าเคยเจอจอม เจอที่ไหนเหรอ”

“ที่ห้างฯ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว”

แพทเดินมาส่งเพื่อนสาวที่รถก่อนที่อีกฝ่ายจะขับรถออกไปเธอก็ถามว่า “นัสไม่คิดจะกลับไปคบกับจอมอีกใช่มั้ย”

“ไม่แล้วล่ะ... เรามีคนที่ชอบแล้ว”

สาวหล่อขมวดคิ้ว “ใครเหรอ ถามได้ป่ะ”

ดาราหน้าหวานยกมือเอาผมขึ้นทัดหู “ก็... ไว้เราบอกทีหลังก็แล้วกันนะ” เธอพูดเมื่อเห็นว่าคนที่เธอกำลังจะเอ่ยชื่อนั้นโทรเข้ามาหาเธอพอดี “ไปล่ะ บาย”

แล้วดาราสาวก็ขับรถออกไปพลางกดรับสายของสาวเซอร์ไปด้วย

-----------------------

สุขสันต์วันพ่อค่า!

ฟินกันอีกแล้วนะพี่น้อง อิอิ สองสาวนี่ปากก็ไม่ยอมพูดว่าเป็นอะไรกัน แต่พฤติกรรมนี่... ไม่อยากจะ Said เลยจริงๆ แถมตอนนี้ยังตัวละครใหม่โผล่มาเยอะแยะเลย โดยเฉพาะ จอม... แฟนเก่าวีนัส ใครที่เดาว่าเป็นผู้ชายก็โดนอีคนเขียนสับขาหลอกอีกครั้งแย้วววว สะจายยยยยย

ตอนนี้เริ่มงานใหม่เรียบร้อยแล้วค่ะ งานเพียบ วันแรกก็โดนประชุมซะอ่วมเลย แต่ก็จะพยายามสู้!

จะขอเล่าถึงสิ่งที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้ว ทริกในการออกต่างจังหวัดค่ะ

1. การจัดกระเป๋า: ถ้าไปหลายวันไม่ต้องเอาของไปเยอะหรอกค่ะ ซักเอาดีที่สุด ถ้าขี้เกียจซักก็มองหาร้านซักรีดแถวๆ โรงแรมเอาไว้ดีกว่า (เพราะในโรงแรมแพง) ประสบการณ์ที่ผ่านมา ซักผ้าถูกสุดก็ที่เชียงราย ตัวละ 6 บาทเท่านั้นเอง ส่วนขนาดของกระเป๋า ก็ขึ้นอยู่กับวันที่ไปค่ะแล้วกระเป๋าที่มีอยู่ ที่บ้านอีคนเขียนไม่มีกระเป๋าเซเล็ป (กระเป๋าแบบลาก) มีแต่กระเป๋าเป้ เลยต้องใช้เป้ เสื้อผ้าใช้วิธีการม้วนค่ะ ยับนิดหน่อยแต่จะให้เนื้อที่มากมาย เสื้อผ้าเลือกตามที่ชอบค่ะ แต่แนะนำให้ติดกางเกงสบายๆ หรือกางเกงขาสั้นไปสัก 1 – 2 ตัว (ในกรณีที่เอาไปแต่กางเกงยีนส์ 2 ตัว แล้วสลับใส่แบบอีคนเขียน แต่กรุณาอย่าใส่กางเกงในสลับหน้าเอหน้าบีนะคะ อิอิ)

2. เครื่องอาบน้ำ: ติดตัวเอาไปให้ดี สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ครีมล้างหน้า ที่ล้างเครื่องสำอาง ฯลฯ ที่ขาดไม่ได้สำหรับสาวๆ คือ หมวกคลุมอาบน้ำ! เพราะบางโรงแรมไม่ให้ หรือเพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ ของใช้สำหรับเด็กแบบที่เป็นแชมพูและยาสระผมในตัวก็ใช้ได้เหมือนกัน

3. ของใช้ยามจำเป็นระหว่างเดินทาง: แต่ละคนมีหลากหลาย จิปาถะ option ยุบยิบ เอาไปเลยค่ะตามถนัด และกำลังที่สามารถแบกไปได้ เช่น อีคนเขียนจะมีหมอนลิง Paul Frank ติดไปด้วยทุกครั้ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทิชชู่! ทั้งแห้งและเปียก (หรือที่เรียกกันว่ากระดาษเช็ดก้นเด็ก) เอาไว้ใช้ในยามเข้าห้องน้ำ (จำเป็นใช่มั้ยล่า อย่าเถียงเลย)

4. ทริกการเข้าห้องน้ำ: ห้องน้ำแต่ละที่ตามต่างจังหวัดนั้นมีทั้งดีและไม่ดีกว่าที่บ้านของเรา ซึ่งการเข้าห้องน้ำนั้นขอแนะนำว่า นั่งยองดีที่สุดค่ะ อย่าเสี่ยงกับแบบนั่งชักโครกเลยค่ะ (ถ้าไม่มีทิชชู่เปียก) ส่วนปั้ม/ สถานที่ต่างๆ ที่เข้าไปใช้ ถ้าเลือกได้ก็เลือก ปตท นะคะ (ไม่ได้ค่าโฆษณาเน้อ) คือมันค่อนข้างมีมาตรฐาน ซึ่งบางปั้มห้องน้ำอลังการไฮโซมากๆ (เส้นสายอีสานและเส้นทางสายใต้ปั้มเส้นถนนมิตรภาพมีปั้มใหญ่ ปั้มเล็ก เข้าได้สะดวก ส่วนเหนือกับกลางนั้นไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่)

5. ทริกในการกิน อยู่: เน้นแค่ 2 อย่างนะคะ เพราะไมได้เที่ยวเลยปากท้องถือว่าสำคัญมากในการทำงาน ทุกที่ๆ อีคนเขียนแวะคือ Lotus และ เซเว่น ประหนึ่งมีหุ้นอยู่กับเจ้าของบริษัท เพราะมีของครบทั้งของกินและของใช้ รวมทั้งของทำงานด้วย ตามต่างจังหวัดนั้น Lotus/ Big C/ Macro ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดเลยทีเดียว (คอนเฟิร์มโดยเจ้าของจังหวัดเองเมื่อโทรไปถามว่า “จังหวัดแกมีอะไรเที่ยวฟระ” เพื่อนตอบกลับมาทันทีว่า “โลตัส”) นอกจากนี้โชว์ห่วยและตลาดนัดตามต่างจังหวัดนี่แหละคือแหล่งอาหารอย่างดี และอาจจะได้ของแปลกๆ มาลิ้มลองแทนทีมาม่าคัพอันเป็นอาหารประจำตัว

6. ทริกการพักผ่อน: จากประสบการณ์ โปรดฟังอีกครั้ง จากประสบการณ์ คำว่ารีสอร์ทของต่างจังหวัดนั้นมันหมายถึงโรงแรมม่านรูดใน กทม. ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจไปถ้าจะเห็นอะไรแปลกๆ แล้วรู้สึกไม่ดี ส่วนการเข้าพักนั้นหากมั่นใจว่าภายในห้องไม่มีมวลสารและพลังงานลี้ลับแล้ว เพื่อความชัวร์ก็ให้โยนเหรียญลงใต้เตียง (ถ้ามีใต้เตียงนะ บางที่ไม่มีให้โยน) ส่วนหลังจากที่เช็คเอ้าท์แล้วก่อนออกจากห้องก็ให้วางเงินเอาไว้ในห้องตามแต่ศรัทธานะคะ เงินนี้เป็นกำลังใจให้กับป้าๆ แม่ๆ พี่ๆ น้องๆ แม่บ้านที่มาทำความสะอาดห้องให้เราค่ะ เพราะพวกเค้าได้เงินน้อยอยู่แล้ว การได้เงินเล็กๆ น้อยๆ จากเราถือว่าเป็นการให้กำลังใจ แสดงความขอบคุณ และเป็นการช่วยเหลือให้เค้ามีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

การเลือกโรงแรมหรือที่พัก หากไม่เคยไปหรือไม่มีการเซอร์เวย์ กรุณาอย่าเชื่อจากเว็บไซต์ของโรงแรมเพราอาจจะช้ำใจได้ (เจ็บมาเยอะทั้งห้อง ทั้งการบริการและสิ่งอื่นๆ) แนะนำให้อ่านในรีวิวของเว็บ agoda หรือห้อง blue planet ในเว็บพันทิป จะทำให้เราตัดสินใจในการพักได้ดีขึ้น

แจ๋วหลบ (จบแล้ว) ง่ายเนอะ

ประสบการณ์เกือบสยอง ณ จังหวัดอุบลราชธานี (เดือนที่แล้วนี่เอง)

พัก 2 คืนแรก ณ โรงแรมที่เครือข่ายแนะนำมา อยู่ตรงข้ามตะวันแดง สาดแสงเดือน ด้วยเหตุว่าต้องอยู่ยาวแต่จมูกมิอาจทนทานกับกลิ่นห้องน้ำได้จึงหาที่พักอื่นที่อันเป็นรีสอร์ทใหม่ที่ขึ้นกันเป็นดอกเห็ด ดูไปก็หลายที่ จนมาถึง ณ ที่แห่งหนึ่ง (ไม่ขอเอ่ยนาม) เป็นโรงแรมใหญ่ที่สุดและดูหรูไฮที่สุด (แล้วมั้ง)

ช่วงเวลาในการไปเซอร์เวย์โรงแรมนี้ดีมาก คือ 2 ทุ่ม! (เพื่อ?) ทางเข้าก็ไกล๊ ไกล แต่ด้วยความที่ where where ก็ where where (ไหนๆ ก็ไหนๆ) เลยไปกัน นอกจากไกลแล้วทางเข้าดูน่ากลัว นั่งรถไปพลางคิดถึงเพลงแมนชั่นท้ายซอยที่เคยฟังใน the shock ยังไงชอบกล... (เอาเพลงไปฟังซะเลย)



โรงแรมใหญ่มาก... สวยมาก... ลานจอดรถกว้างมาก... แต่เปิดไฟได้สลัวและน่ากลัวมาก... อีคนเขียนได้เห็นก็รู้สึกอะไรบางอย่างแปลกๆ ชวนขนลุก เลยขออยู่เฝ้ารถกับลุงคนขับรถ ส่วนเพื่อนๆ และพี่นัทก็ลงไปดูกัน เมื่อพี่นัทขึ้นมาก็เล่าเลยทันที

พี่นัท: “แม่งมันน่ากลัวมาก ถ้าหันไปแล้วไม่เจอโรงแรมนี่มึงไม่ต้องมาเรียกกูเลยนะ”

เพื่อนหนิง: “โรงแรมเค้าสวยออก มีห้องติดกับแม่น้ำด้วย”

พี่นัท: “ห้องนั้นอ่ะโคตรน่ากลัวเลย มองออกไปเจอแต่น้ำไม่เจออะไรเลย มืดมาก เอ้งไม่เห็นเหรอมีรถจอดอยู๋หน้าโรงแรมกี่คัน แค่ 3 คันเองนะเว้ย! มีชิงช้ากับกระดานลื่นหน้าห้องอีก ถ้ากูหันไปเห็นชิงช้าแกว่งเองแล้วหัวใจวายตายนี่ทำไงวะ”

เพื่อนหนิง: “ป้าหลอนตัวเองไปป่าว ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ขัดใจที่ไม่เปิดไฟนี่อ่ะดิ”

พี่นัท: “เออดิ กูบอกมึงแล้วไง แต่เสือกตะแง้วๆ จะไปดูห้อง แล้วไอ้น้องเบลบอยที่เดินตามหลังกูกลั๊วกลัวว่าหันไปแล้วมันจะกลายเป็นเด็กหัวจุก นุ่งโจงกระเบนใส่สร้อยสังวาล ส่วนอีน้องผู้หญิงที่ฟร้อนกูก็กลัวว่าหันไปแล้วเจอเป็นปล่อยผมยาว ตาแดงๆ ใส่สไบสีเขียว”

เพื่อนหนิง: “บ้าไปแล้วป้าคิดเอาเองเป็นตุเป็นตะ”

Nuffy ที่นั่งนิ่งอยู่นานจนกระทั่งถึงหน้าซอยโรงแรมเมื่อหันไปก็เรียกสองคนนั้นแล้วพูดว่า

Nuffy: “ไม่นอนที่นี่อ่ะดีแล้ว ดูข้างซ้ายดิ”

สิ่งที่เห็นคือซุ้มแบบจีนที่เคนเห็นกันหน้าโรงเจ และด้านในก็คือโรงเจ หน้าซุ้มมีป้ายติดว่า “มูลนิธิ... (ไม่ขอเอ่ยนามอีกครั้ง) รับซื้อโลงศพ รับบริจาคโลงศพ ทำบุญศพ ฝังศพไร้ญาติ!

เหยชชช และแล้วทุกคนก็ขนลุกซู่

ตรูว่าแล้วทำไมมันถึงรู้สึกแปลกๆ

จบเห่

 

Powered by EzPortal
    ต้นฉบับในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของผู้แต่งต้นฉบับที่นำมาลง
    copyright © Yuriread.com All rights reserved.